มหากาพย์คดีฉ้อโกงคริปโตระอุขึ้นอีกระลอก เมื่อ "นนนี่ ณัฐชา" นักแสดงสาวและภรรยาของ "แอ็คมี่ วรวัฒน์ นาคแนวดี" ออกโรงโพสต์แถลงการณ์โต้กลับกระแสสังคมผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กางปีกปกป้องสามีจากข้อหาหลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล หลังช่องทางโซเชียลมีเดียของสามีถูกสั่งปิดตายภายในชั่วข้ามคืน พร้อมงัดข้อเท็จจริงหนังคนละม้วน โต้แย้งประเด็นการบุกค้นบ้านพักและยึดทรัพย์สินว่าเป็นเพียงสมบัติส่วนตัวของตน ยืนกรานหนักแน่นสามีไม่ได้บินหนีคดี แต่เป็นการเดินทางไปดูแลธุรกิจในต่างแดนตามปกติ ท่ามกลางข้อมูลที่สวนทางกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุชัดเจนว่าผู้ต้องหาเผ่นหนีออกนอกประเทศไปแล้ว พร้อมทิ้งท้ายสุดดราม่า เผยกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สามและต้องใช้ชีวิตหลบภัยสงครามในต่างประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อ ณัฐชา ชูมักเคอร์ หรือ นนนี่ นักแสดงชื่อดัง ในฐานะภรรยาของ แอ็คมี่ วรวัฒน์ นาคแนวดี ได้ตัดสินใจใช้พื้นที่บน เฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์แถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมมองของครอบครัว เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ท่ามกลางพายุข่าวฉาวกรณีการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนใน คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานบนเครือข่าย บล็อกเชน โดยมีการประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นสูงถึง 1,386 ล้านบาท
ชนวนเหตุสำคัญที่บีบคั้นให้ณัฐชาต้องก้าวออกมาอยู่เบื้องหน้าในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายวรวัฒน์ได้พยายามออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านเพจส่วนตัวในชื่อ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว อีพี.1 ทว่าคล้อยหลังเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง บัญชีเฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม ของเขากลับถูกสั่งระงับการใช้งานอย่างกะทันหัน โดยปรากฏภาพหลักฐานว่าแพลตฟอร์มถูกระงับโดยบริษัท เมตา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ด้วยข้อหาละเมิดกฎการใช้งาน สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้กับณัฐชาเป็นอย่างมาก ว่าช่องทางการสื่อสารของเธออาจตกเป็นเป้าหมายรายต่อไป เธอจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ส่งเสียงถึงสังคมก่อนที่จะไม่มีพื้นที่ให้ยืนยันความบริสุทธิ์
ประเด็นร้อนแรงต่อมาคือข้อพิพาทเรื่องการอายัดทรัพย์สิน ณัฐชาได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังและหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักและอาคารสำนักงาน พร้อมทั้งตรวจยึดทรัพย์สินไปกว่า 36 รายการ ซึ่งเธอได้ตั้งข้อสังเกตและโต้แย้งอย่างแข็งกร้าวว่า ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดที่ถูกอายัดไปนั้น เป็นสิทธิและสมบัติส่วนตัวของเธอแต่เพียงผู้เดียว มิใช่ทรัพย์สินของสามีแต่อย่างใด ประกอบกับกรรมสิทธิ์การครอบครองบ้านหลังดังกล่าวก็เป็นชื่อของเธออย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไฮไลต์สำคัญของแถลงการณ์ฉบับนี้ คือการที่ณัฐชาออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า นายวรวัฒน์ได้ทำการหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหนีคดีความ โดยเธอชี้แจงว่าสามีมีฐานธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบในต่างประเทศ การเดินทางเข้าออกจึงเป็นเพียงวิถีชีวิตและกิจวัตรตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้ตั้งคำถามกลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงความน่าเชื่อถือของตัวเลขมูลค่าความเสียหาย 1,386 ล้านบาท และจำนวนผู้เสียหายที่อ้างว่ามีมากกว่า 1,000 คน ว่าได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์ทราบและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรัดกุมแล้วหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ท่าทีและข้อมูลจากฝั่งของณัฐชา ดูเหมือนจะสวนทางกับรายงานการสืบสวนของ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. อย่างสิ้นเชิง โดยก่อนหน้านี้ ทางการได้เผยแพร่ข้อมูลยืนยันว่า นายวรวัฒน์ได้เดินทางออกนอกประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งนำไปสู่การออกหมายจับในคดีความเดิมเมื่อปี 2568 พร้อมทั้งได้ยกระดับการไล่ล่าด้วยการประสานงานไปยัง องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพล เพื่อดำเนินการออกหมายแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้หากเจาะลึกลงไปถึงสถานะทางคดี ข้อมูลอัปเดตจากฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ปัจจุบันมีผู้เสียหายที่เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์แล้วจำนวน 61 ราย โดยมียอดเงินลงทุนเฉลี่ยรายละ 1 ถึง 2 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายในเฟสแรกประมาณ 76 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่ยังคงประเมินว่าตัวเลขผู้เสียหายและเม็ดเงินที่สูญเสียจริง อาจพุ่งทะยานทะลุหลักร้อยล้านบาทในเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ ในมิติของการกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ยังได้เป็นโจทก์ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษนายวรวัฒน์ไว้อีก 2 คดีตั้งแต่ปี 2568 โดยคดีแรกพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปถึงมืออัยการแล้ว ส่วนอีกคดีซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการเปิดเว็บไซต์ชักชวนลงทุน มีผู้ตกเป็นเหยื่อราว 40 คน และสร้างความเสียหาย 10 ล้านบาท ศาลก็ได้อนุมัติออกหมายจับแล้วเช่นเดียวกัน ทว่าในส่วนของความเชื่อมโยงกับตัวภรรยา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงยืนยันว่า ณ ปัจจุบันยังไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่าณัฐชามีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว
ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ ณัฐชาได้ทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่สะเทือนอารมณ์ โดยเปิดเผยว่าปัจจุบันเธอกำลังตั้งครรภ์ทายาทคนที่ 3 ได้ราว 2 เดือนเศษ และต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ไม่สงบสุข ต้องเผชิญกับความหวาดผวาจากเสียงระเบิดและสัญญาณเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา กระนั้น เธอยังคงประกาศจุดยืนอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะขอต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด และพร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาล


