xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.48-ผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(24มี.ค.69)ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.80 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนเกือบเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งเงินบาทยังผันผวนในกรอบที่กว้างกว่าปกติ สะท้อนถึงภาวะความผันผวนสูงในระยะนี้ (แกว่งตัวในกรอบ 32.10-33.06 บาทต่อดอลลาร์) หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุผ่าน Truth Social ว่า ได้สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หลังใกล้ครบกำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมง ที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor

ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี S&P PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม เช่นเดียวกันกับฝั่งยุโรป นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึง รายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงบ้าง หลังเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็วและแรง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้สั่งเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน จากผลดีของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า เรากลับยังไม่สนิทใจที่จะเชื่อมั่นว่า การเจรจาเพื่อหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริง ทำให้ เราคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง และคงมุมมองเดิมว่า แนวโน้มเงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

โดยหากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลงได้จริง ซึ่งต้องเห็นภาพการเจรจาของทั้งสองฝ่าย (อย่างน้อยทางการอิหร่านต้องไม่ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวการเจรจา) ในระยะสั้น อาจเห็นการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งอาจช่วยให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง เทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก ขณะเดียวกัน ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ส่งผลให้โดยรวมเงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบ หรือ อาจทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ก่อนที่จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่ามากขึ้น ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติราว 1 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์พลิกกลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้น (เรากังวลใจว่า สถานการณ์อาจซ้ำรอยกับจุดเริ่มตอนของ Operation Epic Fury ที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีรุนแรง หลังมีกระแสข่าวการเจรจาที่ดีขึ้น) และเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสพุ่งสูงขึ้น และมีโอกาสปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก (ขึ้นกับว่า อิหร่านจะมีการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางมากน้อยเพียงใด) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งภาพดังกล่าว อาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นพอควร หากตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็นหลัก (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง BOE และ ECB ไปมากแล้ว) อีกทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดอาจยิ่งหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ส่วนราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลดลงเพิ่มเติมได้ไม่ยาก โดยในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก และกลับไปทดสอบโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งจะเปิดทางให้ เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ