โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้แต่งตำราการเงิน "พ่อรวยสอนลูก หรือ Rich Dad, Poor Dad" ออกโรงแจ้งเตือนอีกครั้งว่า "เข็มกำลังจ่อฟองสบู่" ระบบการเงินดั้งเดิมใกล้แตก พร้อมฟันธงบิทคอยน์จะพุ่งแตะ 750,000 ดอลลาร์ภายในหนึ่งปีหลังวิกฤต แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึก ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้บ่งบอกว่าบิทคอยน์จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง เพราะคิโยซากิเชื่อมั่นว่าทองคำต่างหากที่จะครองบัลลังก์แห่งการสะสมมูลค่า แม้ว่าประวัติการทำนายของเขายังเต็มไปด้วยคำพยากรณ์ที่พลาดเป้ามาโดยตลอด
โรเบิร์ต คิโยซากิ นักเขียนและนักการศึกษาด้านการเงินส่วนบุคคลชื่อดัง เจ้าของผลงาน "พ่อรวยสอนลูก หรือ Rich Dad, Poor Dad" โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่า "ฟองสบู่" ทางการเงินครั้งมโหฬารกำลังจะแตกในเร็ววัน พร้อมคาดการณ์ว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้จะเป็นตัวเร่งให้บิทคอยน์พุ่งไปแตะระดับ 750,000 ดอลลาร์ภายในหนึ่งปีหลังการล่มสลาย
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูสุดโต่งในสายตาแรก แต่การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนกลับให้ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นต่อการทำนายราคาครั้งนี้
ในทางหลักการ การทำนายราคาใดๆ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีกรอบเวลากำกับ แม้จะยืดออกไปถึง 12 เดือนหรือมากกว่านั้น แม้บิทคอยน์จะไปถึง 750,000 ดอลลาร์ได้จริง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะต้องวัดจากราคาบ้านเฉลี่ยในสหรัฐฯ หรือค่าครองชีพรายปีของครัวเรือนทั่วไปเป็นบรรทัดฐาน
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุปทานเงินทั่วโลก เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 มักส่งผลให้เกิดการแห่ซื้อสินทรัพย์หายากโดยไม่ขึ้นกับตัวชี้วัดเงินเฟ้อทางการของรัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 52% ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 ขณะที่ราคาบ้านเฉลี่ยในนครใหญ่ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึง 38% ภายในสองปี
คิโยซากิคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะพุ่งไปแตะ 35,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในหนึ่งปีหลังฟองสบู่แตก ซึ่งนั่นเท่ากับผลตอบแทน 546% จากราคาปิดรายวันสูงสุดตลอดกาล เมื่อเปรียบเทียบกัน เป้าหมายบิทคอยน์ที่ 750,000 ดอลลาร์ อยู่สูงกว่าราคาปิดสูงสุดตลอดกาลที่ 124,724 ดอลลาร์ราว 500% เท่านั้น
คิโยซากิทำนายทองคำชนะบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์สะสมมูลค่า
หากทองคำไปถึงเป้าหมายของคิโยซากิ มูลค่าตลาดรวมของทองคำจะพุ่งไปแตะ 243.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 ทั้งหมดในปัจจุบันถึง 4.4 เท่า
ยิ่งกว่านั้น คิโยซากิยังเชื่อว่าอัตราส่วนบิทคอยน์ต่อทองคำควรอยู่ที่ 21.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 40 เท่าในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 อย่างมีนัยสำคัญ น่าสังเกตยิ่งกว่านั้นคือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันของอัตราส่วนดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ 22 เท่า ทำให้การประเมินของคิโยซากิห่างไกลจากมุมมองเชิงบวกต่อคริปโตอยู่มาก
นอกจากนี้ หากราคาทองคำพุ่งสูงระดับนั้น ปริมาณผลผลิตทองคำรายปีก็ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามมาด้วย
ประวัติการทำนายที่พลาดเป้า
ตามรายงานของ US News คิโยซากิมีประวัติการพยากรณ์วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยไม่เคยถูกเป้าอย่างเป็นรูปธรรม ในโพสต์เดือนกันยายน พ.ศ. 2558 เขาระบุว่า "ผมพยากรณ์มาตั้งแต่ปี 2545 ว่าตลาดหุ้นจะพังถล่มในปี 2559" แต่ในความเป็นจริง S&P 500 กลับปรับตัวขึ้น 9.5% ในปีนั้น การพยายามจับจังหวะตลาดล่วงหน้ากว่า 10 ปีจึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยอย่างยิ่ง
ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 คิโยซากิประกาศว่า "วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เริ่มต้นแล้ว" พร้อมแนะนำให้ผู้ติดตาม "อย่าโลภ" และหลีกเลี่ยงการ "รับมีดที่กำลังตก" คำเตือนดังกล่าวมาหลังจากที่ห้าเดือนก่อนหน้า เขาเพิ่งส่งสัญญาณเตือนเรื่องการขายหนี้ธนาคารในลักษณะเดียวกับวิกฤตปี พ.ศ. 2551 แต่กว่า 20 เดือนผ่านไป ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่ใกล้เคียงกับคำพยากรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเลย
ในเดือนเดียวกัน เขาแนะนำให้สะสมทองคำและเงิน แม้จะกล่าวถึงบิทคอยน์ด้วย แต่ในช่วง 8 เดือนถัดมา S&P 500 กลับปรับตัวขึ้น 16% ทองคำขึ้น 15% และเงินขึ้น 11% สรุปแล้ว คิโยซากิมีประวัติการทำนายที่ไม่น่าประทับใจนัก และมักโน้มเอียงไปในทิศทางการล่มสลายของตลาดอยู่เสมอ
อย่างไรก็ดีแม้บิทคอยน์จะไปถึง 750,000 ดอลลาร์ได้จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าคริปโตสกุลนี้จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง 5 สินทรัพย์มูลค่าตลาดสูงสุดของโลก โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าคิโยซากิคาดให้เงินมีมูลค่าตลาดรวมเกิน 11 ล้านล้านดอลลาร์หลังฟองสบู่แตกด้วย ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขเป้าหมายจะสูงสะดุดตา แต่คำทำนายครั้งนี้กลับห่างไกลจากการเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุนบิทคอยน์อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ


