เมื่อการวิเคราะห์กราฟคริปโตเพียงคลิปเดียวกลายเป็นชนวนคดีความฟ้องปิดปากมูลค่าหลักร้อยล้านบาท นี่คือบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่ากลไกทางกฎหมายสามารถถูกใช้เป็นอาวุธปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเป็นระบบ "วรวัฒน์ นาคแนวดี" ผู้อ้างตนเป็นผู้ก่อตั้งเหรียญ ACT หรือที่รู้จักในชุมชนออนไลน์ว่า "เหรียญลิงดำ" ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลลัพธ์กลับพลิกกลับอย่างน่าตื่นตะลึง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง พร้อมตีแผ่พฤติกรรม SLAPP ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ฟ้องร้องบุคคลอื่นไปแล้วกว่า 150 ราย ขณะที่โจทก์เองปัจจุบันพำนักอยู่ในดูไบ และมีหมายแดงอินเตอร์โพลตามล่าในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ยูทูบเบอร์และนักวิเคราะห์ตลาดคริปโตที่รู้จักกันในนาม "ต้อง กาวคริปโต" ได้เผยแพร่คลิปวิเคราะห์พฤติกรรมราคาของเหรียญคริปโตที่ชุมชนออนไลน์เรียกขานกันว่า "เหรียญลิงดำ" หรือเหรียญ ACT โดยชี้ให้เห็นความผิดปกติในลักษณะที่ราคาร่วงลงมากกว่า 80% ภายในเวลาเพียง 5 นาที ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวในแวดวงคริปโตเรียกว่า "Rug Pull" อันหมายถึงการที่เจ้าของโครงการดึงสภาพคล่องออกจากระบบอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาเหรียญพังทลายในพริบตา และผู้ถือครองเหรียญต้องแบกรับความสูญเสียอย่างหนัก
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คลิปดังกล่าวไม่มีการระบุชื่อบุคคลใดแม้แต่คนเดียว มีเพียงการวิเคราะห์ข้อมูลราคาและพฤติกรรมของตลาดตามหลักวิชาการอย่างตรงไปตรงมา
โจทก์อ้างตัวเป็น "เจ้าของเหรียญ" ส่งทีมทนายยื่นฟ้อง
ต่อมานายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือที่รู้จักในวงการในชื่อ "แอคมี่" ออกมาประกาศตนเองว่าคือผู้ก่อตั้งเหรียญ ACT โดยโต้แย้งว่าชื่อเสียงของตนแยกออกจากเหรียญนี้ไม่ได้ และยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพร้อมเรียกค่าเสียหายในตัวเลขที่น่าตกใจ ระหว่าง 10 ถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการฟ้องร้องที่มีมูลค่ามหาศาลเมื่อเทียบกับเนื้อหาของคลิปที่ไม่ได้เอ่ยชื่อโจทก์แม้แต่ครั้งเดียว
สัญญาณก่อนขึ้นศาล พร้อมข้อเสนอที่ปฏิเสธได้ยาก
ก่อนที่คดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ทนายความฝ่ายโจทก์ติดต่อ "ต้อง" เพื่อเจรจายอมความนอกศาล โดยมีเงื่อนไขให้ลบคลิปดังกล่าว "ต้อง" เสนอเงื่อนไขตอบโต้อย่างตรงไปตรงมาว่า หากถอนฟ้องก่อน จะลบคลิปให้ทันที แต่ฝ่ายโจทก์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว
สิ่งที่ฝ่ายโจทก์ต้องการอย่างแท้จริงคือ การชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมกับการลงโฆษณาเนื้อหาเชิงบวกในสื่อที่โจทก์กำหนดเป็นระยะเวลา 30 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง รูปแบบของข้อเรียกร้องดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นถึงกลยุทธ์เบื้องหลังที่ชัดเจนขึ้น
วันนัดไต่สวน ยกขบวนบอดี้การ์ด 13 นาย บุกห้องพิจารณาคดี
ในวันนัดไต่สวนคดีแรก "ต้อง" และทีมทนายความนั่งรออยู่ในห้องพิจารณา แล้วบรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อชายร่างกำยำทยอยเดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดี ฝ่าย "ต้อง" เริ่มนับ และตัวเลขหยุดที่ 13 คน ทุกคนมาพร้อมกับวรวัฒน์ และทั้งหมดคือบอดี้การ์ดส่วนตัว ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด
ความน่าพิศวงอยู่ที่ว่าศาลเป็นสถานที่ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการอยู่ตลอดเวลา การนำบอดี้การ์ดส่วนตัวถึง 13 นายมาปรากฏตัวในห้องพิจารณาคดีจึงเป็นภาพที่ผิดปกติอย่างยิ่ง และกลายเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
ศาลชี้หลักฐานเด็ดรายงานตรวจสอบจากเซอร์ทิกชี้ "ข้อผิดพลาดร้ายแรง"
ในระหว่างการไต่สวน "ต้อง" ยื่นเอกสารชุดสำคัญต่อศาล นั่นคือรายงานการตรวจสอบ (Audit) จากเซอร์ทิก ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบความปลอดภัยของสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ระดับโลก รายงานฉบับดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่าระบบของเหรียญ ACT มี "Critical Error" หรือข้อผิดพลาดร้ายแรงในระดับที่เป็นอันตรายต่อนักลงทุนโดยตรง
เอกสารจากองค์กรอิสระระดับนานาชาติฉบับนี้คือหัวใจของการพิสูจน์ว่า การวิเคราะห์ของ "ต้อง" ไม่ใช่การใส่ร้ายหรือการหมิ่นประมาท แต่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับ
เดือดกลางศาล สาดวาทะเดือด โจทก์ "ดิ้น" จนศาลต้องตั้งคำถาม
ทันทีที่เอกสารชุดดังกล่าวถูกยื่นต่อศาล บรรยากาศในห้องพิจารณาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน วรวัฒน์เริ่มแสดงอาการฉุนเฉียวและโต้แย้งด้วยถ้อยคำรุนแรงจนเป็นที่สังเกต กระทั่งศาลต้องถามตรงๆ ว่า "คุณเป็นโจทก์หรือจำเลยกันแน่ ทำไมดิ้นอย่างนี้?"
วรวัฒน์ตอบต่อศาลว่า "ที่นี่สังคมประชาธิปไตย ผมจะพูดอะไรก็ได้"
ทั้งทนายความของ "ต้อง" และศาลต้องออกมาตักเตือนทันทีว่า "ที่นี่ศาล รบกวนมีมารยาทด้วย"
การไต่สวนใช้เวลารวมสองวัน รวมกว่า 3 ชั่วโมง โดยในวันที่สอง วรวัฒน์ไม่ปรากฏตัวด้วยตนเอง ส่งเพียงทนายความมาแทน
ศาลชั้นต้นตัดสิน "สั่งยกฟ้อง" ชี้คดีไม่มีมูล
เมื่อกระบวนการพิจารณาเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโดยชัดแจ้ง เนื่องจากพยานฝ่ายโจทก์ทุกรายล้วนมีส่วนได้เสียกับการลงทุนในเหรียญ ACT อยู่ทั้งสิ้น ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ คดีจึงไม่มีมูลเพียงพอที่จะเอาผิดจำเลยได้ตามกฎหมาย
ต้อง เปิดโปง SLAPP ฟ้องไปแล้วกว่า 150 ราย
หนึ่งในข้อเท็จจริงที่ "ต้อง" ให้การต่อศาลและสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงกว้างคือ พฤติกรรมของวรวัฒน์เข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือกลยุทธ์การฟ้องร้องเพื่อปิดปากผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะ ซึ่งหลักฐานเด็ดคือข้อมุลชี้ว่า วรวัฒน์ใช้กลยุทธ์นี้ฟ้องร้องบุคคลอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่า 150 ราย ด้วยรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ คือเรียกเงิน 300,000 บาทต่อราย พร้อมบังคับให้ซื้อพื้นที่โฆษณาเนื้อหาขอโทษต่อเนื่อง 30 วัน หากนับตัวเลขอย่างง่ายที่สุด หากชนะเพียงครึ่งหนึ่งของทุกคดี มูลค่าที่ได้รับก็มหาศาลโดยไม่ต้องพิสูจน์ความถูกต้องทางกฎหมายแต่อย่างใด
โจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่เผ่นหนีออกนอกประเทศ
ฝ่ายวรวัฒน์ยื่นอุทธรณ์ทันทีหลังคำพิพากษาชั้นต้น ขณะที่ฝ่าย "ต้อง" ยื่นคำแก้อุทธรณ์เสร็จสิ้นมาแล้วกว่า 1 ปี แต่คดียังคงรอคำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวรวัฒน์พำนักอยู่ที่ดูไบและมีการเปลี่ยนทนายความระหว่างกระบวนการ
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานออกหมายแดงผ่านองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน
เสียงจากโลกออนไลน์หนุนพิสูจน์ความจริง และจุดยืนของ "ต้อง"
ในโลกออนไลน์ ความคิดเห็นของสาธารณะสะท้อนความรู้สึกได้อย่างตรงไปตรงมา หนึ่งในนั้นระบุว่า "ถ้าผลตรวจสอบจากเซอร์ทิกบอกว่ามี Critical Error แล้วเจ้าของมาฟ้องคนที่อ่านรายงานออก ใครกันแน่ที่ผิด" ขณะที่อีกเสียงหนึ่งวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า "ฟ้อง 150 ราย ราคาหัวละ 3 แสน ถ้าชนะแค่ครึ่งนึงก็ได้เงินไปพอสมควรแล้ว"
"ต้อง" ยืนยันจุดยืนว่าจะยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียหายต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง และเก็บรักษาคำฟ้องที่วรวัฒน์ยื่นเองไว้เป็นหลักฐานถาวร เนื่องจากเอกสารฉบับนั้นคือคำยืนยันจากปากของโจทก์เองว่าเขาคือผู้ก่อตั้งเหรียญ ACT หากวันใดวันหนึ่งพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้อง หลักฐานนั้นจะยังคงอยู่และพูดแทนตัวเองได้เสมอ


