นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(17มี.ค.69)ที่ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.55 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวมยังคงเป็นการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.23-32.54 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ที่มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยง ตามรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และยอดการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เป็นต้น รวมถึงบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
ด้านแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงผันผวนสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และเรายอมรับว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ทั้งนี้ แม้ว่า เงินบาทจะมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงได้แถวโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวและปัจจัยเชิงเทคนิคัล แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด (นานเกิน 5 สัปดาห์ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้) เงินบาทอาจสามารถอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หากบรรดานักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง ทว่า แรงขายจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มชะลอลงได้ และหากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีทิศทางที่อาจทยอยคลี่คลายลง อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติ เริ่มกลับมาสนใจสินทรัพย์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของบอนด์ของไทย ซึ่งบอนด์ยีลด์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ปรับตัวสูงขึ้นพอสมควร จากระดับคาดการณ์ และระดับ Fair Value จากการประเมินของเรา ในกรณีที่ หากธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ทั้งปีนี้


