xs
xsm
sm
md
lg

แนฟทาขาดแคลนกดดันหุ้นปิโตรเคมี PTTGCโดดเด่นเมินอิงตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 เมื่อสงครามตะวันออกกลางไม่ได้กดดันเฉพาะราคาน้ำมัน แต่เริ่มทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีอย่างแนฟทาขาดแคลน กดดันให้หลายโรงงงานหยุดผลิต และผลักดันให้ต้นทุนและราคาขายปรับตัวสูงขึ้น ชู PTTGC พระเอกสุดในหุ้นปิโตรเคมีไทย จากการมีแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศ ตามมาด้วย IVL ที่การพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางน้อย ขณะที่SCC และ IRPC จำเป็นต้องปรับเกมส์ขนานใหญ่ คาดหากสงครามยืดเยื้ออาจได้เห็นหลายสินค้าขยับราคา จากวัตถุดิบหลักและแพคเกจจิ้งราคาพุ่ง  


เป็นที่แน่ชัดว่า แรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขบนหน้าจอเทรดหุ้น แต่มันกำลังลามเข้าสู่ภาคการผลิตจริง (Real Sector) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ถูกรบกวนจนทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และระยะเวลาการขนส่งยืดเยื้อออกไป ส่งผลให้วัตถุดิบต้นน้ำอย่างเคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติกเริ่มขาดแคลน กลายเป็นโจทย์หินที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่ขยับขึ้นรายวัน


 SCCรีบปรับเกมส์รับผลกระทบ

ไม่เว้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญปิโตรเคมีของไทย อย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ออกมาประกาศหยุดการเดินโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ เป็นการชั่วคราว โดยROC ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว
เรื่องนี้ นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย กล่าวว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่รุนแรง จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุช เมื่อประเมินสถานการณ์ส่อแววยืดเยื้อและไม่แน่นอน ส่งผลให้วัตถุดิบในการผลิตบางส่วนไม่สามารถขนส่งมายังประเทศปลายทางได้ตามแผน *** เพื่อรับมือกับเหตุสุดวิสัยดังกล่าว บริษัทจึงตัดสินใจหยุดการเดินโรงงานROC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว เบื้องต้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน เนื่องจาก ROC เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติในการดำเนินงาน (Automation & Digitalization) **

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะหยุดโรงงาน ROC ดังกล่าวแต่การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่นๆ อาทิ โรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) และโรงงานปิโตรเคมีขั้นปลาย รวมถึงธุรกิจอื่นๆของเอสซีจี ยังคงดำเนินการตามปกติ
ขณะเดียวกัน SCCได้ปรับการดำเนินงานให้เข้ากับสถานการณ์อย่างทันท่วงที เช่น กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เดินหน้าเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกที่ไม่ใช่น้ำมันให้มากขึ้น เพื่อลดความผันผวนของแหล่งพลังงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ การขาดหายไปของซัพพลายต้นน้ำเช่นนี้เปรียบเสมือนการตัดวงจรการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก ตั้งแต่ชิ้นส่วนยานยนต์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายใน 1 เดือน ก็อาจได้เห็นภาวะขาดแคลนสินค้าในบางหมวดหมู่บนชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ต




 แนฟทา"ลมหายใจ" ของอุตสาหกรรม

การที่กลุ่ม SCG ต้องประกาศหยุดเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ (ROC/ROC2) ชั่วคราว จากการขาดแคลน แนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก แต่เมื่อเส้นทางเดินเรือติดขัด "ท่อส่งวัตถุดิบ" ที่เคยไหลลื่นก็กลายเป็นอัมพาต ส่งผลให้สารตั้งต้นที่จะไปทำเป็นเม็ดพลาสติก (PE, PP) ขาดหายไปจากระบบ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนของ SCG ไม่ได้จบแค่ที่ตัวบริษัทเอง แต่กระเทือนไปถึงผู้ผลิตรายย่อย (Downstream) ทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มแพคเกจจิ้ง เนื่องจากเมื่อเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาพลาสติกคอมพาวด์จะพุ่งสูงขึ้นทันที กระทบต้นทุนถุงใส่อาหาร ฟิล์มถนอมอาหาร และขวดน้ำ

ถัดมาคือ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนคอนโซลและอุปกรณ์พลาสติกในรถยนต์ต้องใช้เม็ดพลาสติกเกดพิเศษจากโอเลฟินส์ ซึ่งหากของขาด สต๊อกรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อาจส่งมอบล่าช้าตามไปด้วย

เมื่อเจาะลึกไปที่การบริหารจัดการธุรกิจเคมิคอลส์ในเครือ SCG ทำให้พอเห็นว่าในสภาวะปกติบริษัทพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูงถึง 70% และสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Shortfall) ทันทีถึง 30% ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าการหยุดเดินเครื่องโรงงานเพื่อรอซัพพลายระลอกใหม่นี้ อาจฉุดกำไรคาดการณ์ให้หายไปกว่า 550 ล้านบาทต่อไตรมาส


 โดมิโน" ยักษ์ใหญ่ล้มระเนระนาดทั่วเอเชีย

หากใครคิดว่าวิกฤตครั้งนี้จำกัดวงอยู่แค่โรงงานเดียวในระยอง ข้อมูลล่าสุดระบุว่าคุณกำลังคิดผิด เพราะขณะนี้ "การประกาศเหตุสุดวิสัย" (Force Majeure) กำลังแพร่กระจายไปทั่วย่านอาเซียนและเอเชียตะวันออก เหมือนโรคติดต่อทางเศรษฐกิจ เช่น เกาหลีใต้ ยักษ์ใหญ่อย่าง Yeochun NCC (YNCC) เพิ่งประกาศ Force Majeure และเดินเครื่องในระดับต่ำสุด (Minimum Capacity) เช่นเดียวกับ LG Chem และ GS Caltex ที่ต้องหั่นกำลังการผลิตลงทันที เพราะ "แนฟทา" จากตะวันออกกลางเดินทางมาไม่ถึง

ถัดมา ใกล้ตัวที่ เวียดนาม โครงการยักษ์ Long Son Petrochemicals (LSP) ของ SCG ในเวียดนามที่เพิ่งกลับมาเดินเครื่องได้ไม่นาน ก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะต้องใช้แนฟทาและโพรเพนนำเข้าด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ พบข้อมูลที่น่าตกใจคือ 40% ของการส่งออกแนฟทาทั่วโลก มาจากตะวันออกกลาง เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอย่าง Ras Tanura และ Mina Al Ahmadi ถูกโจมตี ทำให้ซัพพลายหายไปจากตลาดทันที


 ส่องหุ้นปิโตรฯไทยใคร "รุ่ง" และ "ร่วง"

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรง พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยกลับกลายเป็นสมรภูมิที่มีทั้ง "ผู้ชนะที่ได้ส้มหล่น" และ "ผู้แพ้ที่ต้องแบกต้นทุน" โดยราคาหุ้นของ 4 ยักษ์ใหญ่ในช่วงสัปดาห์ล่าสุด (ต้นเดือน มี.ค. 2569) สะท้อนภาพความเป็นไปได้อย่างน่าสนใจ

เริ่มที่ บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ตอนนี้ถูกยกให้พระเอกขี่ม้าขาว ราคาพุ่งสวนกระแส (+19% YTD) โดยหุ้นมีการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นจากฐานราคาที่ต่ำในช่วงปลายปีที่แล้ว ราคาต้นปี (5 ม.ค.69)ที่ระดับ 21.10 บาท มาอยู่ที่ราคาปัจจุบัน (13 มี.ค.)อยู่ที่ 28.25 บาท เพิ่มขึ้น 7.15 บาท หรือเพิ่มขึ้น 33.89%

ขณะเดียวกันหากนับเฉพาะตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามอิหร่าน-อิสราเอล เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 69 ราคาหุ้นอยู่ที่ 25.50 บาท เทียบกับราคาปัจจุบันพบว่าเพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 10.78% โดยเหตุผลที่ PTTGC คือผู้รอดชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะใช้ ก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวไทยเป็นวัตถุดิบหลัก (Gas-Based) จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแนฟทาที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ในทางกลับกัน เมื่อคู่แข่งในเอเชียอย่างเกาหลีใต้และจีนต้องลดกำลังผลิตเพราะไม่มีวัตถุดิบ ทำให้ซัพพลายในตลาดหายไป ส่งผลให้ส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์ PTTGC พุ่งสูงขึ้นทันทีราว 150 ดอลลาร์ต่อตัน หุ้นตัวนี้จึงกลายเป็น "หลุมหลบภัย" ชั้นดีของนักลงทุน

ถัดมา SCC เมื่อเปรียบเทียบจากต้นปี 2569 ที่ระดับ168.00 บาท กับราคาปัจจุบันราคาปัจจุบัน (13 มี.ค.) 174.50 บาท พบว่าเพิ่มขึ้น 6.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.87% ขณะที่นับตั้งแต่เริ่มมีสงคราม (3 มี.ค.) ราคาอยู่ที่ 172.00 บาทกับราคาหุ้นปัจจุบัน พบว่าเพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.45% แต่ในเชิงการดำเนินงาน การต้องหยุดเดินเครื่องโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) เพราะขาดแคลนแนฟทา อาจฉุดกำไรให้หายไปกว่า 500 ล้านบาทต่อไตรมาส อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ราคายังยืนได้ เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนเริ่มมองว่า "รับข่าวร้ายไปหมดแล้ว" และอาศัยช่วงที่ราคาหุ้นต่ำสุดในรอบหลายปี (PBV ต่ำมาก) เข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรจากการฟื้นตัวในระยะยาว

อีกบริษัทที่น่าสนใจคือ บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัทปิโตรเคมีข้ามชาติของไทย จากราคาหุ้นปัจจุบัน (13มี.ค.) ที่ระดับ 19.70 บาท พบว่าเพิ่มขึ้นจากต้นปี (16.10 บาท) ประมาณ 3.60 บาท หรือ 22.36% ขณะเดีนวกันหากเปรียบเทียบกับช่วงที่เริ่มเกิดสงคราม ราคาหุ้นอยู่ที่ 20.90 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน พบว่าลดลง 1.20 บาท หรือ 5.74%
การที่ IVL เคลื่อนไหวที่ระดับ 20.00 บาทต่อหุ้น เพราะ IVL ได้อานิสงส์จากการมีฐานผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้บริหารจัดการซัพพลายเชนได้ยืดหยุ่นกว่าหุ้นที่มีฐานผลิตกระจุกตัวในไทยเพียงที่เดียว นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากความต้องการเม็ดพลาสติก PET ที่ยังคงสูงในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง อย่างไรก็ตาม ค่าขนส่งทางเรือที่พุ่งสูงขึ้นยังคงเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ราคาวิ่งไปได้ไกลกว่าที่ควรจะเป็น

และ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ซึ่งในช่วงต้นปีราคาหุ้นค่อนข้างทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยต้นปีมีราคาอยู่ที่ 0.99 บาท ขณะที่ปัจจุบันอยูที่ 1.29 บาท พบว่าเพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 30.ขณะที่ช่วงที่เริ่มต้นเกิดสงครามราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ1.30 บาท เมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน พบว่าลดลง 0.01 บาท หรือ 0.77%
สิ่งที่น่าสนใจคือ IRPC พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ทำให้เมื่อเกิดสงครามและเส้นทางเดินเรือติดขัด ต้นทุนค่าระวางเรือและราคาวัตถุดิบจึงดีดตัวสูงขึ้นเร็วกว่าราคาขายสินค้าปลายน้ำ (Laggard) ทำให้ค่าการกลั่นและมาร์จิ้นปิโตรเคมีถูกบีบตามไปด้วย แม้จะมีการเด้งขึ้นตามราคาน้ำมันบ้าง แต่ในเชิงพื้นฐานยังถือว่าเป็นหุ้นที่น่ากังวลที่สุดในกลุ่ม

 การรับมือวิกฤตน้ำมันของแต่ละบริษัท

นอกจาก กลุ่มSCG ที่ออกมาประกาศการหยุดเดินเครื่องโรงงาน ROC ชั่วคราว และปรับเกมส์เน้นการขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง (High Value-Added Products) เพื่อชดเชยปริมาณขายที่หายไป และมั่นใจว่ากระแสเงินสดในมือยังมีเพียงพอที่จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้นั้น

ด้าน PTTGC ก็โชว์ศักยภาพ โดยแถลงผลประกอบการที่ได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่กว้างขึ้น ยืนยันว่าโรงงานยังเดินเครื่องได้เต็มสูบเพราะใช้ก๊าซในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มการส่งมอบเม็ดพลาสติกให้กับอุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศเพื่อป้องกันภาวะของขาดตลาด (Shortage) และใช้จังหวะนี้ขยายส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคที่คู่แข่งกำลังอ่อนแอ
ขณะที่ IVL ออกมาชี้แจงว่าผลกระทบจากตะวันออกกลางมีจำกัด เพราะฐานการผลิตในสหรัฐฯ และยุโรปใช้ซัพพลายเชนท้องถิ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ยังออกมาประกาศแผนลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วโลก (Operational Excellence) และเน้นการรีไซเคิลเพื่อลดการพึ่งพาสารตั้งต้นจากฟอสซิลที่ราคากำลังผันผวน

ส่วน IRPC ยอมรับว่าต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากค่าระวางเรือ แต่มีรายงานว่าบริษัทได้เริ่มเจรจาสั่งซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น (เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย) มาทดแทนบางส่วนแล้ว ส่วนแผนอนาคตบริษัทจะเร่งรัดโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่น (Euro 5) และโครงการปิโตรเคมีมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น





 ผ่ามุมมองกูรูส่องอนาคต 4 ยักษ์ปิโตรฯ

เริ่มที่ SCC นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับมุมมองต่อบริษัทเป็น "Neutral" (ถือ/กลาง) แม้พื้นฐานระยะยาวจะยังแข็งแกร่ง แต่ในระยะสั้นถูกกดดันอย่างหนักจากเหตุการณ์ Force Majeure ที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) โดยบล.กรุงศรี และ บล.โกลเบล็ก มองว่า SCC คือ "ผู้รับเคราะห์" โดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ต้องหยุดเดินเครื่องโรงงานในเวียดนาม (LSP) และมาบตาพุด (MOC) เพิ่มเติมหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินเดือนเมษายน 2569ทำให้แนะนำ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มองข้ามช็อตวิกฤต

ถัดมา PTTGC นาทีนี้คือหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำเป็น "Top Pick" ของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยมุมมองจากบล.เอเซีย พลัส และ บล.ทิสโก้ ประเมินว่า PTTGC ได้ประโยชน์ 2 เด้ง คือ (1) ต้นทุนก๊าซที่คงที่ และ (2) กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) จากโรงกลั่นที่พุ่งสูงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยทุกๆ 5 ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น จะสร้าง Upside ต่อกำไรปี 2569 ได้ถึง 8% ทำให้คงคำแนะนำ: แนะนำ "BUY" (ซื้อ) เพื่อเก็งกำไรตามทิศทางราคาน้ำมันและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่กว้างขึ้น

ส่วน IVL นักวิเคราะห์มองด้วยความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นหลังจากผ่านปีที่เลวร้ายมาแล้ว โดยให้คำแนะนำส่วนใหญ่เป็น "BUY" โดยบล.กรุงศรี ปรับลดราคาเป้าหมายลงเล็กน้อยเพื่อสะท้อนการแข่งขันที่สูง แต่ยังคงแนะนำซื้อ โดยมองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนข่าวร้ายเรื่องสงครามไปมากแล้ว และจุดแข็งคือโรงงานในสหรัฐฯ ที่ไม่ต้องง้อน้ำมันจากตะวันออกกลางจะทำให้กำไรไตรมาส 1 และ 2 ออกมาโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ทำให้คงคำแนะนำ "BUY" (ซื้อ) สะสมเพื่อรับรอบการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม PET ทั่วโลก

สำหรับ IRPC นักวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยให้คำแนะนำเป็น "Hold" (ถือ) หรือ "Reduce" (ลดการลงทุน) ในบางสำนัก เพราะประเมินว่าบริษัทมีความเสี่ยงสูงจากภาระดอกเบี้ยและต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบที่แพงขึ้น แม้ความต้องการใช้ดีเซลและน้ำมันหล่อลื่นจะยังดี แต่กำไรสุทธิในปี 2569 ยังมีความเสี่ยงที่จะ "เบรกอีเวน" (เสมอตัว) ได้ยากหากสถานการณ์สงครามลากยาว ทำให้คงคำแนะนำ "Hold" (ถือ) เพื่อรอจังหวะการปรับโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจนกว่านี้

โดยรวมพบว่ากลยุทธ์ที่เหล่านักวิเคราะห์แนะนำคือการ "Selective Buy" หรือเลือกซื้อเฉพาะตัวที่มีเกราะป้องกัน (Defensive) สูงอย่าง PTTGC หรือบริษัทที่มีฐานการผลิตยืดหยุ่นอย่าง IVL ส่วนยักษ์ใหญ่ที่กำลังบาดเจ็บอย่าง SCC อาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ใจแข็งพอจะรอคอยการฟื้นตัวในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนจากความผันผวนของตัวเลข สู่ภาวะ "อัมพาต" ในภาคการผลิตจริง หากสถานการณ์นี้ลุกลามและยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน คาดว่าโดมิโนทางเศรษฐกิจจะล้มเข้าหาผู้บริโภคโดยตรง ผ่านภาวะขาดแคลนสินค้าตั้งแต่ชิ้นส่วนยานยนต์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารบนชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ต การประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเอเชียในขณะนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่าห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปราะบางถึงขีดสุด