วงการคริปโตไทยจับตาบทสรุปคดีประวัติศาสตร์ เมื่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งด่วนช่วงเช้าวันนี้ ชี้ขาดไม่อนุญาตให้กลุ่มผู้เสียหายจากการลงทุนในแพลตฟอร์ม ซิปเม็กซ์ เดินหน้ากระบวนการฟ้องร้องแบบกลุ่ม หรือ คลาสแอ็กชัน โดยพุ่งเป้าพิจารณาไปที่ความซับซ้อนของคำฟ้องที่เหมารวมอดีตและปัจจุบันผู้บริหารกว่า 23 ชีวิต ซึ่งดำรงตำแหน่งต่างวาระ ผนวกกับไทม์ไลน์ความเสียหายของนักลงทุนที่เข้าใช้บริการต่างกรรมต่างวาระกัน ส่งผลให้ทนายตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายต้องกลับไปตั้งหลักเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์สู้คดีในยกต่อไป เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะเทือนความหวังในการเยียวยาของเหยื่อ แต่ยังตอกย้ำถึงความท้าทายทางข้อกฎหมายในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของประเทศไทย
ช่วงเช้าของวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้นัดฟังคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ผบ. 731/2567 ซึ่งเป็นคดีฟ้องร้องที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางระดับประเทศ โดยมี นายกิจจา จงขวัญยืน และ นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจและเป็นตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ได้ยื่นฟ้อง บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด พร้อมด้วยรายชื่อกลุ่มผู้บริหารระดับสูงทั้งอดีตและปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 23 ราย
ประเด็นหัวใจสำคัญคือการชี้ชะตาว่าศาลจะเปิดไฟเขียวให้ดำเนินคดีนี้ในรูปแบบของการฟ้องคดีแบบกลุ่ม หรือ คลาสแอ็กชัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและรวมศูนย์การพิจารณาเพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่นักลงทุนในคราวเดียวได้หรือไม่
ทว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อช่วงเวลาประมาณ 10.48 น. ที่ผ่านมาศาลได้พิจารณาแล้วมีคำสั่ง ไม่อนุญาต ให้กลุ่มผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีในรูปแบบการฟ้องแบบกลุ่มได้ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเปรียบเสมือนการเบรกเกมรุกทางกฎหมายของผู้เสียหาย ที่หวังจะใช้กลไกนี้ในการเรียกร้องความเป็นธรรมแบบเบ็ดเสร็จ
สำหรับเหตุผลและข้อกฎหมายอันเป็นที่มาของคำสั่งเบรกในครั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์อย่างรัดกุมและชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของรูปคดี โดยระบุสาระสำคัญแบบสรุปความได้ว่า การยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มในครั้งนี้ ทางฝ่ายผู้ฟ้องไม่ได้จำกัดขอบเขตการฟ้องร้องเพียงแค่ตัวนิติบุคคลอย่าง บริษัท ซิปเม็กซ์ จำกัด เท่านั้น แต่กลับมีการลากโยงรายชื่อผู้บริหารเข้ามาเป็นจำเลยร่วมมากถึง 23 ราย ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนเข้ามารับตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ และร่วมตัดสินใจบริหารจัดการในห้วงเวลาและวาระที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นอกจากประเด็นความแตกต่างของตัวจำเลยแล้ว ในฝั่งของผู้เสียหายเองก็มีเงื่อนเวลาของการเข้าใช้บริการบนแพลตฟอร์ม ซิปเม็กซ์ ที่แตกต่างกันออกไป เมื่อองค์ประกอบของคดีมีความต่างกรรมต่างวาระ ทั้งในแง่ของผู้บริหารที่กำหนดทิศทางนโยบาย และห้วงเวลาที่นักลงทุนแต่ละรายได้รับผลกระทบ การเหมารวมเป็นคดีเดียวจึงขาดเอกภาพและไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขที่จะพิจารณาอนุญาตให้เป็นการฟ้องร้องแบบกลุ่มได้
ผลพวงจากคำสั่งชี้ขาดในยกแรกนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางกฎหมายของกลุ่มผู้เสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต่อไปตัวแทนทนายความจะต้องกลับไปทำการรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ วิเคราะห์ช่องโหว่ และจัดเตรียมเอกสารอย่างรัดกุมที่สุด สำหรับการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนี้ในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของมหากาพย์คดี ซิปเม็กซ์ ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งวงการเศรษฐกิจ ตลาดทุน และนักลงทุนคริปโตต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใด การต่อสู้ทางกฎหมายในครั้งนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของข้อพิพาทส่วนบุคคลไปแล้ว แต่มันกำลังจะถูกยกระดับให้เป็นกรณีศึกษาและบรรทัดฐานครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะกำหนดทิศทางกระบวนการยุติธรรม การกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศไทยในอนาคต


