วงการเทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัลสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังเว็บไซต์ต่างประเทศ สแกมมูไร เปิดโปงคดีฉ้อโกงระดับชาติที่ลุกลามบานปลายไปทั่วโลก ตัวการสำคัญคือ "จอม กัมปนาท วิมลโนท" อดีตผู้บริหารระดับสูงของกองทุน Web3 และปัญญาประดิษฐ์มูลค่ากว่า 3,200 ล้านบาท ที่อาศัยฉากหน้าความน่าเชื่อถือในฐานะคนวงใน สร้างดีลการลงทุนคริปโตต้นน้ำ ลวงนักลงทุนรายใหญ่ นักธุรกิจ และคนใกล้ชิดให้ติดกับดัก มูลค่าความเสียหายพุ่งทะลุ 1,000 ล้านบาท กลยุทธ์อันแยบยลนี้ใช้ช่องโหว่ของระยะเวลาล็อกเหรียญและการปลอมแปลงเอกสารสถาบัน สะท้อนบทเรียนราคาแพงของวงการร่วมลงทุนที่ต้องตั้งคำถามถึงระบบธรรมาภิบาลอย่างเร่งด่วน
ปฐมบทมหากาพย์ลวงโลก เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เมื่อ กัมปนาท วิมลโนท ก้าวเข้าสู่โลกของ Web3 อย่างเต็มตัว ในฐานะผู้บริหารกองทุนที่มีอำนาจเข้าถึงแหล่งการลงทุนระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันตามการประเมินของแหล่งข่าว พุ่งสูงถึงราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมเหยื่อระดับวีไอพีในหลายประเทศทั่วโลก
ข้อสงสัยที่สังคมตั้งคำถามคือ เหตุใดบุคคลระดับนี้จึงกล้าแลกชื่อเสียงกับอาชญากรรมทางการเงิน กัมปนาท วิมลโนท หรือ จอม ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการสตาร์ทอัพและธุรกิจร่วมลงทุน หรือ วีซี ของไทย อดีตผู้บริหารวัย 37 ปีรายนี้มีประวัติการศึกษาที่หรูหรา จบปริญญาโทด้านการเงิน สาขาการวิเคราะห์การลงทุน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักรด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 ก่อนก้าวเข้าสู่สมรภูมิการเงินในฐานะนักวิเคราะห์วาณิชธนกิจกับธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย และเคยร่วมงานกับบริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีระดับโลกในกลุ่มบิ๊กโฟร์
เส้นทางอาชีพของเขาพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง จากนักวิเคราะห์การลงทุนในบริษัทสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพขนส่งที่ขยายสาขาไปถึงกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ก่อนจะผงาดในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ แอสเซนด์ และในปี 2560 เขาได้เข้าร่วมงานกับ กรุงศรี ฟินโนเวต ดูแลภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมด และก้าวขึ้นเป็นกรรมการบริหารในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2565 เมื่อเขาเข้าร่วมงานกับ เคเอกซ์ (KX) ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน ก่อนที่บริษัทจะแยกตัวตั้งกองทุน เคเอกซ์วีซี (KXVC) ในปี 2566 และเขาก้าวขึ้นนั่งแท่น กรรมการผู้จัดการ บริหารกองทุนเวบทรีและปัญญาประดิษฐ์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณชนคือผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่เดินสายขึ้นเวทีสัมมนาทั้งในและต่างประเทศ ด้วยโปรไฟล์ที่ไร้ที่ติ ทำให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลที่มีเครดิตระดับสูงสุดในสายตานักลงทุนระดับโลก
ปริศนาที่ว่าเหตุใดกลุ่มคนที่มีความรู้และฐานะมั่งคั่งจึงตกหลุมพราง โอนเงินจำนวนมหาศาลโดยไร้หลักประกัน ซ่อนอยู่ในธรรมชาติของการลงทุนในโลกคริปโต ที่เรียกว่า ไพรเวทดีล และ โทเคน แอลโลเคชัน ซึ่งกัมปนาทนำมาใช้เป็นเครื่องมือสูบเงินจากเหยื่อ
ในโลกคริปโต โครงการที่ยังไม่เปิดตัวเหรียญ มักจะเสนอขายโควตาการลงทุนรอบต้นน้ำให้แก่นักลงทุนที่ถูกคัดสรร ผู้ที่ได้รับสิทธิ์นี้จะสามารถซื้อเหรียญได้ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดหลายเท่าตัว หรืออาจสร้างกำไรมหาศาลทะลุ 100 เท่า แต่เงื่อนไขสำคัญคือเหรียญเหล่านี้จะถูกล็อกไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด อาจนาน 1 ถึง 4 ปี ก่อนจะเริ่มทยอยปลดล็อกในวันเปิดตัวเหรียญอย่างเป็นทางการ ช่องว่างของเวลาที่ต้องรอยาวนานนับปีนี้เอง คือจุดบอดที่กัมปนาทใช้ซื้อเวลาในการหลอกลวง
โควตาพิเศษเหล่านี้ไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่สงวนไว้สำหรับเครือข่ายคนวงในผ่านช่องทางลับ กัมปนาทรู้ดีว่าตนเองมีภาพลักษณ์ของสถาบันยักษ์ใหญ่ค้ำคออยู่ การอ้างว่ามีโควตาส่วนตัวจึงดูสมเหตุสมผลและเย้ายวนใจนักลงทุน
ความแยบยลของกัมปนาทคือการเลือกเหยื่ออย่างมียุทธศาสตร์ เขาถูกประเมินว่าเป็นคนฉลาด มีวาทศิลป์ และรู้ว่าต้องนำเสนอโปรเจกต์ใดให้ตรงกับความสนใจของใคร โดยเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก คือคนในแวดวง Web3 โดยตรง ซึ่งรู้จักกัมปนาทในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ เหยื่อกลุ่มนี้มีความรู้เรื่องคริปโตเป็นอย่างดี ทำให้ข้อเสนอของกัมปนาทดูน่าเชื่อถือ ผู้เสียหายรายหนึ่งเล่าว่าถูกเสนอขายโครงการบล็อกเชน เลเยอร์ 1 โดยใช้เอกสารนำเสนอข้อมูลธุรกิจที่เจ้าของโครงการส่งให้กองทุนโดยตรง ทำให้หลงเชื่อโอนเงินกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มนักธุรกิจสตาร์ทอัพและคนมีเครือข่าย เมื่อวงการ Web3 เริ่มระแคะระคาย กัมปนาทได้เจาะเข้าสู่กลุ่มนักลงทุนดั้งเดิม อาศัยเครือข่ายครอบครัวที่เชื่อมโยงกับนักธุรกิจระดับแนวหน้า แฝงตัวเข้าไปในวงรับประทานอาหารเพื่อชักชวนให้ร่วมลงทุน
กลุ่มที่สาม คือคนใกล้ชิดและพนักงานในองค์กร ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการขอยืมเงินโดยอ้างอาการป่วย รวมถึงการหลอกให้ลงทุนในโควตาพิเศษมูลค่าหลายล้านบาท
เมื่อถอดรหัสกลวิธีลวงโลก พบว่ากัมปนาทมีรูปแบบการกระทำความผิดที่เป็นระบบ เริ่มจากการแอบอ้างว่าได้รับสิทธิ์วีไอพีจากผู้ก่อตั้งโครงการ นำเอกสารข้อมูลธุรกิจภายในของจริงมาตบตาเหยื่อเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการปลอมแปลงสัญญาการลงทุนแบบ เอสเอเอฟที หรือสัญญาเพื่อสิทธิในโทเคนอนาคต โดยแก้ไขใส่ชื่อตนเองลงไป พร้อมกำชับเหยื่อห้ามนำข้อมูลไปเปิดเผยโดยอ้างความเป็นความลับทางธุรกิจ
หากเหยื่อเริ่มลังเล เขาจะใช้เทคนิคจิตวิทยาขอให้ช่วยเติมเงินที่ขาดหายไปเพียงเล็กน้อย หลักพันดอลลาร์ เพื่อรักษาสิทธิ์ หรือเรียกร้องเก็บค่าธรรมเนียมยิบย่อยหลังจากการลงทุนไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความกล้าหาญถึงขั้นเสนอตั้งกองทุนคู่ขนาน หรือ พารัลเลลฟันด์ โดยอ้างว่าได้รับอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง เพื่อดึงเม็ดเงินจากบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง
จุดจบของขบวนการเริ่มปรากฏชัดในช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 เมื่อโครงการต่างๆ ถึงกำหนดแจกจ่ายเหรียญ แต่นักลงทุนในเครือข่ายของกัมปนาทกลับไม่ได้รับสินทรัพย์ใดๆ เมื่อถูกคาดคั้น เขาอ้างว่าถูกโกงมาเช่นกัน ความสูญเสียประเมินค่าไม่ได้ อย่างกรณีของเหยื่อรายหนึ่งที่สูญเสียโอกาสรับผลตอบแทนสูงถึง 50 ล้านบาท กัมปนาทได้ตัดขาดการติดต่ออย่างสิ้นเชิงในเดือนมิถุนายน 2568 และทิ้งเพียงข้อความขอโทษในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
แหล่งข่าวระดับสูงประเมินว่า กลโกงนี้มีลักษณะคล้าย "แชร์ลูกโซ่" ที่ดึงเงินจากเหยื่อกลุ่มใหม่มาหมุนเวียนให้กลุ่มเก่า ส่วนคำถามที่ว่าเม็ดเงินมหาศาลหายไปไหน นอกจากนี้ผู้เสียหายยังระบุว่า กัมปนาท อาจนำเงินไปเล่นพนันในตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือ ฟิวเจอร์ส ด้วยอัตราทดที่สูงจนพอร์ตลงทุนแตก ทำให้ต้องหาเงินมาโปะความสูญเสียอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในด้านกระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหายได้รวมตัวแจ้งความจนนำไปสู่การออกหมายจับ ทว่ากัมปนาทได้หลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนเพียง 1 วัน โดยมีข่าวลือว่ากบดานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสขององค์กรต้นสังกัด ที่มีช่องโหว่ทางเวลาในการชี้แจงสถานะของกัมปนาท ซึ่งลาออกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แต่กลับมีประกาศพ้นสภาพอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน เหตุการณ์นี้จึงนับเป็นกรณีศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ ที่เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนต้องออกมายกระดับมาตรฐานการตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอนาคต


