นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (10มี.ค.69) ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.85 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.62-32.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังในช่วงราว 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง โดยภาพดังกล่าวได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยอดการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP ที่อาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ และ ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า แม้ว่าเงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis แม้ว่า พัฒนาการล่าสุด จะเริ่มสอดคล้องกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้ ยังสะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
โดยในส่วนของ Base Case Scenario นั้น เรามองว่า โอกาสเกิดมีอยู่ราว 40% (ปรับลดลงจากที่เคยประเมินก่อนหน้า หลังสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อ โดยแม้อิหร่านอาจปิดช่องแคบ Hormuz อย่างไม่เป็นทางการ แต่สุดท้าย อิหร่านอาจไม่ได้ใช้กำลังทางทหารในการปิดเส้นทางเดินเรือแบบที่กำลังเป็นอยู่ ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจทรงตัวที่ระดับสูงต่อแถวโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพียงในระยะสั้น ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง กลับสู่โซนก่อนช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งแถว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อาจกำลังดำเนินอยู่ได้ หากสถานการณ์การสู้รบมีแนวโน้มจบลงในเร็ววันนี้จริง ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวล่าสุด) ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 1 เดือน ทำให้ บรรดาธนาคารกลางจะไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัย Safe Haven ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันให้ย่อตัวลงมาบ้าง
ทั้งนี้ หากตลาดทยอยคลายความกังวลต่อปัญหาในตะวันออกกลาง และบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทำให้แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้างในระยะสั้น จนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวต้าน 32 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ไกล ยิ่งหากสถานการณ์คลี่คลายลงได้ภายในเดือนมีนาคม เรามองว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างจบไตรมาสแรกของปี แถวโซน 31.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลงต่อบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าโดยรวม ซึ่งเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าแตะโซน 32.25+/-0.25 ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จบสิ้นปีแถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
อนึ่ง ในเชิงเทคนิคัล แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง


