ตลาดหุ้นไทยเผชิญวิกฤตหนักรับต้นเดือนมีนาคม หลังดัชนีดิ่งเหวรุนแรงจนต้องประกาศใช้ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลที่ทวีความรุนแรง และราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งทะยานกดดันต้นทุนภาคการผลิต ด้านกูรูระดับโลก Goldman Sachs และ J.P. Morgan ประสานเสียงเตือนไทยเปราะบางต่อพลังงานสูงกว่าเพื่อนบ้าน ขณะที่นักวิเคราะห์ฝั่งไทยหั่นเป้าดัชนีปีนี้ลงเหลือ 1,550-1,580 จุด พร้อมแนะกลยุทธ์ "ถือเงินสด" และเลือกหุ้นกลุ่มหลบภัยรับมือภาวะสงครามยืดเยื้อ
ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นเดือนมีนาคม 2568 ด้วยการดิ่งแรง ลดลงมา 61.75 จุด (4.4%) เหลืออยู่ที่ 1,466.51 จุด ด้วยวอลุ่มซื้อขาย 1.13 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยลบที่กดดันสำคัญคือ วิกฤตความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล ทำให้เกิดความกังวลว่าสงครามจะขยายวงกว้างทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงไทยที่ถูกมองว่าเป็นตลาดที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน
ไม่เพียงเท่านี้ ราคาน้ำมัน WTI ในวันนั้นพุ่งทะลุ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลลบโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ GULF และ DELTA ที่ดิ่งลงแรง อย่างไรก็ตามท่ามกลางดัชนีที่ติดลบหนัก หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP กลับสวนทางปิดบวกได้ถึง +5.00 บาท (+3.65%) มาอยู่ที่ 142.00 บาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
และหลังจากที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันที่ 3 มีนาคมเนื่องในวันมาฆบูชา เมื่อเปิดตลาดมาในวันพุธที่ 4 มีนาคม ดัชนีก็เผชิญกับ "ภาวะตื่นตระหนก" (Panic Selling) อย่างรุนแรงจนต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีครับ โดยจุดต่ำสุดของวัน ดัชนีดิ่งลงไปต่ำสุดถึง 1,341.14 จุด (ลดลงถึง -125.37 จุด) ต่อมาดัชนีรีบาวนด์ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ปิดตลาดกระเตื้องขึ้นขึ้นมาที่ 1,384.61 จุด ลดลง -81.90 จุด หรือ -5.58% ด้วยวอลุ่มซื้อขายสูงถึง 1.59 แสนล้านบาท
มีการคาดการณ์ว่า การปรับตัวลงแรงของ Set Index เกิดขึ้นจากการอั้นของราคา (Holiday Gap) เนื่องจากตลาดไทยปิดในวันที่ 3 มี.ค. ขณะที่ตลาดทั่วโลกร่วงไปก่อนแล้ว เมื่อเปิดตลาดมาในวันที่ 4 มี.ค. จึงเกิดแรงเทขายสะสมรวบยอด ไม่เพียงเท่านี้ความกังวลต่อสถานการณ์สู้รบอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ยังรุนแรงขึ้นในช่วงวันหยุด โดยมีรายงานการโจมตีตอบโต้และเรือรบอับปาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานกดดันต้นทุนภาคการผลิตของไทยอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม วันถัดมา (5มี.ค.) ตลาดเริ่มมีการ "รีบาวนด์" กลับมาปิดบวกได้กว่า 32 จุด จากความหวังเรื่องการเจรจาสันติภา แต่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์แรกในเดือนมีนาคม Set Index ก็ย่อตัวลงอีก 6.92 จุด ปิดที่ 1,410.37 จุด
หุ้นไทย2เดือนแรกปี69
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - กุมภาพันธ์) ถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง จากสิ้นปี 2568ที่ระดับ 1,528.26 จุด ต่อมาถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,466.51 จุด ลดลง 61.75 จุด ขณะที่ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างชาติอยู่ในสถานะ "ขายสุทธิ" (Net Sell) เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการเทขายอย่างหนัก
สาเหตุและปัจจัยสำคัญรายเดือน เริ่มจากเดือนมกราคม 2569 นักลงทุนมีความกังวลเรื่องดอกเบี้ยและเศรษฐกิจจีน ทำให้ดัชนีเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวตั้งแต่ช่วงต้นปี เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด (Higher for Longer) ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยยังคงอ่อนแรง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาคการส่งออกและท่องเที่ยว จนเกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และธนาคารที่ปรับตัวขึ้นมาในช่วงก่อนหน้า
ถัดมาในเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดหุ้นเผชิญแรงกดดันมหาศาลจนดัชนีหลุดระดับ 1,500 จุด จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยชี้ขาดคือความขัดแย้งระหว่าง อิหร่านและอิสราเอล ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off) และย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ และดอลลาร์สหรัฐ -ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์ของไทย ไม่เพียงเท่านี้ยังมีปัจจัยลบจาก ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งรายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ทิศทางหุ้นไทยเดือนมีนาคม69
ทั้งนี้ หากประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของเดือนมีนาคม 2569 หลังจากผ่านพ้นสัปดาห์แรกที่เกิดปรากฏการณ์ Circuit Breaker ไปแล้วนั้น สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความเปราะบางและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ
1. สภาวะ "Wait & See" และความผันผวนสูง กล่าวคือ แม้ตลาดจะมีการรีบาวนด์กลับมาได้บ้างในช่วงสั้น ๆ แต่ภาพรวมยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการกลับตัวเป็นขาขึ้นอย่างเต็มตัว เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้รับความเสียหายหนักจากเหตุการณ์ดิ่งเหวรุนแรง ทิศทางในเดือนนี้จึงจะเป็นลักษณะการ "สร้างฐาน" ใหม่ หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามาซ้ำเติม
2. แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เห็นได้ชัดจาก สถานการณ์สงคราม ทิศทางตลาดจะผูกติดอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังไม่ยุติ หรือมีการยกระดับการโจมตี ราคาน้ำมันโลกจะยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นลบต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทย นั่นทำให้ นักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในสถานะ "ขายสุทธิ" มาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีแนวโน้มจะยังไม่รีบกลับเข้ามาซื้อ จนกว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลาย
3. ปัจจัยภายในและค่าเงินบาท จากระดับเงินบาทที่ 31.95 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง หากยังอ่อนค่าต่อเนื่องจะยิ่งเร่งให้เงินทุนต่างชาติไหลออก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจ เนื่องจากนักลงทุนกำลังรอรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ หากออกมาสูงเกินคาดจะยิ่งกดดันให้ตลาดกังวลเรื่องกำลังซื้อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ทำให้มีการประเมินว่า แนวรับสำคัญของ Set Index ในช่วงนี้อยู่ที่ 1,345 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,300 จุด ซึ่งเป็นระดับทางจิตวิทยาที่สำคัญมาก ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,425 จุด และ 1,460 จุด โดยหากผ่านไปได้จึงจะเริ่มเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นกลับคืนมา
หรือพอสรุปได้ว่า เดือนมีนาคมนี้เปรียบเหมือนช่วงเวลาแห่งการ 'ทดสอบใจ' ของนักลงทุนไทย แม้ราคาหุ้นหลายตัวจะลงมาอยู่ในจุดที่น่าดึงดูด (Valuation ถูก) แต่ด้วยปัจจัยสงครามและราคาน้ำมันที่ยังคาดเดาได้ยาก การถือเงินสดเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ หรือการเลือกสะสมหุ้นกลุ่มที่ทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อและได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน (Commodity Play) ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่าในระยะสั้น
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี หลังจากที่ SET Index เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์ "Black Wednesday" จนต้องประกาศใช้ Circuit Breaker ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มประเมินว่า หากสถานการณ์นี้ลากยาวออกไป ตลาดหุ้นไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะ "ซึมยาว" มากกว่าการดีดตัวกลับอย่างรุนแรง
โดยปัจจัยกดดันที่สำคัญคือ “น้ำมันแพง” การที่อิหร่านเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคที่มีช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันของโลก หากมีการปิดกั้นหรือโจมตีต่อเนื่อง จะดันให้ราคาน้ำมัน WTI ยืนเหนือระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้จะกดดันหุ้นกลุ่ม "โรงไฟฟ้า" และ "สายการบิน" รวมถึงภาคการขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจะเข้าไปกัดเซาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง และมีผลให้ Fund Flow ไหลออก โดยมีสินทรัพย์ปลอดภัยคือทางเลือก
ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน หากสงครามยืดเยื้อ นักลงทุนต่างชาติจะยังคงถือครอง "เงินสด" หรือย้ายเงินไปสู่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) เช่น ทองคำ และดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเทขายหุ้นบิ๊กแคป (Big Cap) ในกลุ่มธนาคารและค้าปลีกจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสในหุ้นบางกลุ่มที่สามารถ "Hedging" หรือป้องกันความเสี่ยงจากสงครามได้ นั่นคือ กลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถปิดบวกสวนตลาดได้ในยามที่ราคาน้ำมันพุ่ง
ถัดมาคือ กลุ่มส่งออกอาหาร เนื่องจากไทยเป็นครัวของโลก หากซัพพลายเชนในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปอาจเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีความผันผวนต่ำต่อสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ต้องยอมรับว่า "น้ำมัน" คือต้นทุนต้นน้ำที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ในดีกรีที่แตกต่างกันออกไป โดยในภาพรวม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ต้นทุนการผลิตโดยตรง ต้นทุนค่าขนส่ง (Logistics) และกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มผลกระทบได้ 3 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางตรงและรุนแรง (ต้นทุนพุ่งทันที) ได้แก่ กลุ่มสายการบินและขนส่ง เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นต้นทุนสัดส่วนสูงถึง 30-40% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกดดันกำไรสุทธิอย่างหนัก หากไม่สามารถปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ได้ทัน
ถัดมาคือกลุ่มวัสดุก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ กระเบื้อง และแก้ว ซึ่งต้องใช้พลังงานความร้อนสูงในกระบวนการผลิต ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะบีบให้ Margin หรือส่วนต่างกำไรแคบลงทันที และกลุ่มประมงและเกษตรแปรรูป นั่นเพราะน้ำมันดีเซลคือหัวใจหลักของเรือประมงและเครื่องจักรการเกษตร หากราคาน้ำมันยืนระยะสูงต่อเนื่อง จะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรขั้นต้นขยับตัวสูงขึ้นตาม
2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม (ต้นทุนแฝงและกำลังซื้อ) ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค แม้อาจไม่ได้ใช้น้ำมันในกระบวนการผลิตโดยตรง แต่ต้นทุนการกระจายสินค้าจะเพิ่มขึ้นตามค่าขนส่ง ที่สำคัญคือ "เงินในกระเป๋าผู้บริโภค" จะลดลงเพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันรถเพิ่มขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้าชะลอตัวลง
ถัดมาคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่พาเหรดกันขึ้นราคาตามต้นทุนพลังงาน ทำให้กำไรต่อยูนิตลดลงหรือต้องขยับราคาขาย ซึ่งอาจกระทบต่อยอดโอนในภาวะที่ดอกเบี้ยยังทรงตัวสูง
3.กลุ่มที่เป็น "ผู้ชนะ" หรือได้รับอานิสงส์สวนทางได้แก่ กลุ่มพลังงานต้นน้ำ (Upstream) เช่น PTTEP ซึ่งเป็นบริษัทขุดเจาะและสำรวจ รายได้จะเพิ่มขึ้นตามราคาขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ถือเป็น "หลุมหลบภัย" หลักของนักลงทุนในยามนี้
ถัดมาคือ กลุ่มโรงกลั่น หากค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวดีขึ้นตามความต้องการน้ำมันในตลาดโลก ก็จะได้รับผลประโยชน์จากกำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ในช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้น
กล่าวได้คือ หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยในภาพรวมให้ลดลงได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) ซึ่งหมายถึงต้นทุนของประเทศในภาพรวมจะสูงขึ้นนั่นเอง
ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทย
ท่ามกลางความผันผวนรุนแรงของตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2569 นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกได้ออกรายงานประเมินสถานการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองข้ามช็อตไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังถูกท้าทายจากปัจจัยภายนอกอย่างหนัก
เริ่มที่ Goldman Sachs ระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาดหุ้นไทยมีความเปราะบางสูงกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับ GDP การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจึงเปรียบเสมือนการจัดเก็บ "ภาษีทางอ้อม" ต่อทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งจะฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมและกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทำให้ ประเมินว่าภาวะ "Risk-off" หรือการหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก จะยังคงกดดันตลาดหุ้นเกิดใหม่อย่างไทยต่อไปตราบใดที่สถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอลยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและต้นทุนพลังงาน (เช่น DELTA และกลุ่มโรงไฟฟ้า) จะยังคงเผชิญกับแรงเทขายต่อเนื่องเพื่อปรับพอร์ตไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือทองคำ
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า แม้ดัชนีจะปรับตัวลดลงแรงจนเกิด Circuit Breaker แต่ในเชิงมูลค่า (Valuation) หุ้นไทยเริ่มเข้าสู่ระดับที่ "ถูก" เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี แต่การจะกลับเข้าไปสะสมนั้นจำเป็นต้องรอสัญญาณการหยุดนิ่งของค่าเงินบาท ซึ่งล่าสุดอ่อนค่าแตะระดับ 31.95 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทยังไม่เสถียร โอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญยังคงเป็นไปได้ยากในระยะสั้นนี้
ด้าน J.P. Morgan แสดงทัศนะว่าเหตุการณ์ Panic Selling ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม สะท้อนถึง "วิกฤตความเชื่อมั่น" (Confidence Crisis) ที่รุนแรงกว่าปกติ การที่ดัชนีร่วงลงกว่า 125 จุดในวันเดียวระว่างสัปดาห์ บ่งชี้ว่าระบบนิเวศการลงทุนในไทยมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารทางภูมิรัฐศาสตร์สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อข่าวร้ายเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว (Holiday Gap) ทำให้เกิดแรงขายสำลักออกมาเมื่อตลาดเปิดทำการ
ทำให้ J.P. Morgan วิเคราะห์ว่าทิศทางของ SET Index ในช่วงที่เหลือของเดือนมีนาคม จะเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของแนวรับสำคัญที่ 1,300 - 1,345 จุด โดยปัจจัยที่จะช่วยพยุงตลาดไว้ได้ไม่ใช่ปัจจัยภายในประเทศ แต่คือราคาน้ำมันโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนราคาน้ำมันยืนระยะในระดับสูง กลุ่มพลังงานต้นน้ำของไทยอย่าง PTTEP จะกลายเป็นตัวแบกตลาด (Index Support) ที่สำคัญ แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะต้านทานแรงเทขายในกลุ่มธนาคารและค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง
ดังนั้นคำแนะนำของ J.P. Morgan สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างชาติในเวลานี้คือการ "Selective Buy" หรือเลือกซื้อเฉพาะจุด โดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีนโยบายปันผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวน พร้อมทั้งเตือนให้จับตาดูมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะมีการแทรกแซงค่าเงินบาทหรือส่งสัญญาณทางนโยบายดอกเบี้ยอย่างไรเพื่อสกัดกั้นเงินทุนไหลออก ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งการร่วงลงของตลาดหุ้นในระยะถัดไป
หุ้นใหญ่ใน SET มีโอกาสทรุด
มีรายงานว่า นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำในประเทศมองสอดคล้องกันว่า ตลาดหุ้นไทยในขณะนี้กำลังตกอยู่ในภาวะ "Panic" ที่รุนแรงเกินกว่าพื้นฐาน (Overshoot) โดยเหตุการณ์ Circuit Breaker เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนถึงการขาดสภาพคล่องของความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง แม้ว่าในเชิงมูลค่า (Valuation) หุ้นไทยจะลงมาซื้อขายในระดับ Forward P/E ที่ต่ำกว่า 14 เท่า ซึ่งถือเป็นจุดที่ดึงดูดใจสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ในระยะสั้น "กระแสเงินทุน" (Fund Flow) ยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักตราบใดที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่นิ่ง
โดยปัจจัยที่นักวิเคราะห์ไทยให้ความกังวลเป็นพิเศษคือ "โครงสร้างต้นทุน" ของบริษัทจดทะเบียนไทย เนื่องจากหุ้นใหญ่ใน SET50 ส่วนมากอยู่ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และการค้า ซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและการขนส่งอย่างมาก หากสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอลลากยาว จะส่งผลให้เกิดภาวะ "Cost-Push Inflation" หรือเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตกอยู่ในที่นั่งลำบากในการบริหารนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายหุ้นบิ๊กแคปอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิคัลระบุว่าดัชนี SET ได้เข้าสู่ภาวะ "ขายมากเกินไป" (Oversold) ในเครื่องมือวัดทางเทคนิคหลายประเภท การรีบาวนด์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคมถือเป็นสัญญาณของการทำ "Short Covering" หรือการซื้อคืนของผู้ที่ขายชอร์ตไว้ แต่การจะกลับไปยืนเหนือ 1,450 จุดได้นั้น จำเป็นต้องมีปัจจัยบวกใหม่ที่แข็งแกร่งพอจะล้างภาพความกังวลเรื่องสงครามได้ นักวิเคราะห์ไทยจึงแนะนำให้ "ถือเงินสด" เพิ่มขึ้นและรอจังหวะสะสมหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีเงินปันผลสูง (Dividend Yield 5-6%) เพื่อเป็นกันชนความเสี่ยง
ส่วนการประเมินเป้าหมาย SET Index ในช่วงที่เหลือของปี 2569 สำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีการปรับลดคาดการณ์ลงจากต้นปี โดยมองว่า "กรณีฐาน" (Base Case) ดัชนีเป้าหมายจะอยู่ที่ประมาณ 1,550 - 1,580 จุด (ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 1,650 จุด) ขณะที่ "กรณีเลวร้ายที่สุด" (Worst Case) หากสงครามขยายวงกว้างจนกระทบต่อการท่องเที่ยวและซัพพลายเชนโลก ดัชนีอาจลงไปทดสอบฐานสำคัญที่ 1,280 - 1,300 จุด ซึ่งเป็นระดับจุดต่ำสุดในช่วงวิกฤตครั้งก่อนๆ
จนกล่าวได้ว่า การหยุดรอดูสถานการณ์ให้มีความผ่อนคลายหรือมีความชัดเจนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่น่าจะเป็นมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับภาวะการณ์ลงทุนในสช่วงเวลานี้ เพราะแม้จะพลาดโอกาสในการทำกำไร แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์


