หลังปิดการซื้อขายหุ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทุกฝ่ายคลายกังวลกันมากขึ้น เพราะแม้ดัชนี ฯจะทรุดลงกว่า 80 จุด แต่นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อหุ้นสุทธิจำนวน 1,203 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้ตื่นตระหนกกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเท่าไหร่นัก
แต่การซื้อขายหุ้นวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ต่างชาติกลับถล่มขายหุ้นอย่างหนักกว่า 7,208 ล้านบาท และวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม ยังปักหลักขายหนักต่อเนื่องอีก 6,629 ล้านบาท ทำให้ยอดขายหุ้นสองวันพุ่งขึ้นเป็น 13,8637 ล้านบาท
นอกเหนือจากสถานการณ์สงครามที่ยังดุเดือดเลือดพล่านในตะวันออกกลางแล้ว นับจากนี้ นักลงทุนในประเทศ จะต้องจับตาความเคลื่อนไหวของต่างชาติอย่างใกล้ชิดชนิดเกาะติดวันต่อวัน
เพราะหุ้นที่ขึ้นมารอบนี้เกือบ 300 จุด เกิดจากการกลับมาของต่างชาติโดยตรง ถ้าต่างชาติถอย ทยอยขายหุ้น การปรับฐานรอบนี้อาจยืดเยื้อ และไม่อาจคาดหมายว่า ดัชนี ฯ จะทรุดลงไปถึงระดับไหน
ความจริงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ควรชิงจังหวะขาย ตามคำแนะนำของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายคน ซึ่งประเมินว่า สงครามตะวันออกกลางจะไม่ยุติในเร็ววัน ตลาดหุ้นจึงมีความเสี่ยงในความผันผวน เมื่อหุ้นดีดตัวขึ้น ควรขายทำกำไรออกไปบ้าง
แต่ปรากฏว่า วันพฤหัสที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยกลับมียอดซื้อหุ้นสุทธิ 5,770 ล้านบาท โดยหุ้นที่ต่างชาติเทขาย รายย่อยเข้าไปรับไว้หมด รวมทั้งวันศุกร์ที่รายย่อยช้อนซื้ออีก 4,720 ล้านบาท สะท้อนการมองโลกสวย และประเมินว่า หุ้นจะวิ่งขึ้นต่อ
นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกกลาง นักลงทุนรายย่อย เป็นผู้ซื้อรายใหญ่มาตลอด โดยวันจันทร์ที่ 4 มีนาคมซื้อหุ้นสุทธิ 8,276 ล้านบาท วันพุธซื้อหุ้นสุทธิ 13,964 ล้านบาท และวันพฤหัสบดีซื้ออีก 5,770 ล้านบาท และวันศุกร์ซื้อสุทธิอีก 4,720 ล้านบาท รวม 4 วัน รายย่อยเป็นผู้รับเหมา ซื้อหุ้นสุทธิ 34,780 ล้านบาท
การช้อนซื้อหุ้นติดต่อกัน 4 วัน ทำให้นักลงทุนรายย่อย มียอดซื้อหุ้นสุทธิสะสมนับจากต้นปีจำนวนรวม 2,364 ล้านบาท หลังจากก่อนหน้ามียอดขายหุ้นมาตลอด
ในภาวะที่หุ้นเด้ง นักลงทุนรายย่อยควรทยอยขายทำกำไรออกมาบ้าง แต่ไม่ว่าหุ้นจะเขียวหรือแดง รายย่อยกลับก้มหน้าก้มต้าช้อนหุ้นเก็บ ปล่อยให้ต่างชาติขายปาดหน้า
3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นสะสมรวมประมาณ 3.8 แสนล้านบาท และขาดทุนกันถ้วนหน้า เพราะดัชนี ฯ ปักหัวลงตลอด
ปีนี้หุ้นเริ่มฟื้น และน่าเป็นโอกาสอันดีที่นักลงทุนรายย่อย จะได้ทยอย ”ปล่อยของ” ขายหุ้นออกมาบ้าง แต่กลับไม่ชิงขายหุ้นในจังหวะที่หุ้นขึ้น ทำให้เสียโอกาส
สงครามในตะวันออกกลาง ยังลุกลามบานปลาย ไม่มีสัญญาณการยุติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างรุนแรง ส่งผลต่อเนื่องถึง ภาวะเศรษฐกิจและปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก
และถ้าต่างชาติเผ่นออกจากตลาดหุ้นไทย จะเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติม และทำให้การปรับฐานของดัชนีฯ ยากแก่การทำนาย โดยดัชนีฯที่ถอยลงไปลึกในระหว่างชั่วโมงซื้อขายเมื่อวันพุธที่ระดับ 1341 จุด อาจไม่ใช่จุดต่ำสุดของรอบนี้
อย่างไรก็ตาม การถล่มขายหุ้นกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทเมื่อวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ อาจไม่ใช่ข้อสรุปเสียทีเดียวว่า ต่างชาติเริ่มต้นการถอยทัพ เพราะอาจเป็นการขายเพื่อปรับพอร์ตเพียงชั่วคราว
แต่นักลงทุนต้องเฝ้าจับตาแรงซื้อแรงขายของต่างชาติเป็นรายวัน เช่นเดียวกับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
เพราะในยามที่มีข่าวร้าย มหาสงครามใหญ่ในตะวันออกกลางคุกรุ่นอยู่ ถ้าต่างชาติเทขายหุ้น ขนเงินกลับ ตลาดหุ้นไทยอาจถอยหลังไปสู่จุดต่ำสุดใหม่ได้
การปรับฐานลงของตลาดหุ้น ยังไม่สะเด็ดน้ำ จงอย่าผลีผลามเข้าไปช้อนหุ้น


