ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(SCB EIC)ประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยจากช่องทางหลักที่ถูกกระทบในกรณีฐานสงครามยุติภายใน 2-6 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวลดลงจากเดิมราว 0.3% แต่หากสงครามลุกลามจนเป็น Regional war อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงจากเดิมสูงถึง 0.7 – 0.8% จากที่เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อปัจจัยราคาน้ำมันโลกสูง เพราะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิราว 8% ต่อ GDP (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2022-2024) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังเป็นรองคู่แข่งในภูมิภาค เห็นได้จาก Energy intensity ของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ
ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่
-เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน จากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาสินค้าพลังงาน (Energy CPI) สัดส่วนราว 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อผู้บริโภคไทย และราคาสินค้าอื่นในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานบางชนิดที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันด้วย เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป และค่าเดินทาง หากประเมินในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อไทยปี 69 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.5% ในกรณีเลวร้ายที่ความตึงเครียดลุกลามเป็น Regional war ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยสูงถึง 107 USD/bbl อัตราเงินเฟ้อไทยจะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับมากกว่า 4% สูงกว่าขอบบนของเป้าเงินเฟ้อไทย รวมถึงภาคครัวเรือนอาจได้รับผลกระทบผ่านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนราว 11% ของรายจ่ายครัวเรือนไทย ส่งผลกำลังซื้อลดลง-การบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลง
-การค้าระหว่างประเทศ ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มปรับแย่ลง ทั้งการนำเข้าและส่งออก ด้านการนำเข้า จากที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิและพึ่งพาตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าหลักด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ (58% ของการนำเข้าจากตะวันออกกลาง และ 59% ของการนำเข้าพลังงานจากทุกแหล่งของไทย) ด้านการส่งออก แม้ไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไปตะวันออกกลางไม่มาก เพราะสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางมีเพียง 3.7% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าและราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลกดดันดุลการค้าไทยเพิ่มเติม
-การท่องเที่ยว จากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งการหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง หลายประเทศในภูมิภาคประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกยกเลิกเที่ยวบินและหลีกเลี่ยงเส้นทางตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ทั้งกลุ่มที่เดินทางผ่านสายการบินอาหรับ เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad (สัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด) ส่วนใหญ่มาจากแถบยุโรป อีกทั้ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เร่งตัว การปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน และปริมาณเที่ยวบินที่มีจำกัด อาจกดดันความต้องการเดินทางในเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปจากประเด็นความปลอดภัย
-ตลาดการเงิน นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางจนถึง 6 มี.ค. บาทอ่อนค่าแรงถึง -2.2% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 1.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินสกุลหลักอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยูโร และเยน ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่แย่ลง ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อนัก มุมมอง USDTHB ในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25-31.75 และอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี ในกรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล USDTHB บาทอาจอ่อนค่าที่ 32.50-33.50 เนื่องจากนักลงทุนโลกอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า
ด้านผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย SCB EIC ประเมินว่าหลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาใน Supply chain อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่ผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังต้องติดตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัย
ในทางกลับกันแม้หลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพในช่วงวิกฤติ ซึ่งหลายประเทศในตะวันออกกลางอาจต้องเร่งกักตุนสินค้า จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะพืชพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก
และผลต่อนโยบาย SCB EIC ประเมินภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน และมองว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยระดับของการผ่อนคลายจะขึ้นกับฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง


