นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยเช้านี้เป็นไปทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลงราว 1-2% ทำให้ไม่น่ากังวลมาก ตลาดหุ้นโลกไม่ได้ Panic เพราะคาดหวังสถานการณ์จะไม่บานปลายออกไป โดยคาดว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะซึมซับปัจจัยลบไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ช่วงเสาร์อาทิตย์แล้ว และเมื่อดูจากราคาทองคำและน้ำมันไม่ได้เพิ่มมาก
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว หากปรับตัวลง อาทิ เซอร์กิตเบรกเกอร์ , Auto trading เป็นต้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เรียกหารือเป็นการด่วนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บอร์ดตลาดฯ มีการพูดคุยทางออนไลน์ได้ตลอดอยู่แล้ว
"ดูจากปัจจัยพื้นฐานของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร Fund Flow ยังอยู่ ต่างชาติยังไม่ได้ขายออก.. อย่ากังวลมาก ไม่มีอะไรน่ากังวล" นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า ปัจจัยบวกตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนการจัดตั้งรัฐบาลและมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเติบโตในระยะยาว โดยหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็จะมีการนำเสนอเรื่องบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA)
ด้านตลาดหุ้นไทยเปิดเช้านี้ร่วง 36 จุดหลุด 1,500 จุด เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก จากความกังวลสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง จากสหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านและมีการตอบโต้กันอย่างดุเดือด ทำให้นักลงทุนโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยบ้านเราเผชิญแรงขายหุ้นใหญ่ อาทิ GULF, KBANK, SCC, SCB, AOT, TRUE สวนทางหุ้นกลุ่มพลังงานที่ดีดตั้วขึ้น ทั้ง PTTEP, PTT
โดยเมื่อเวลา 9.58 น. ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,491.91 จุด ลดลง 36.35 จุด (-2.38%)
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนี SET เปิดภาคเช้าปรับตัวลงเกือบ 40 จุด หลุดระดับ 1,500 จุด เป็นไปตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลงตามกัน จากความตึงเตรียดสถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังจากความชัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อีกทั้งอิหร่านยังมีการโจมตีกลับหลายประเทศในตะวันออกกลางต่อเนื่อง ทำให้เป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่มีแรงเทขายออกไป ไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยให้แนวต้าน 1,510 จุด แนวรับ 1,490 จุด


