สำนักงาน ก.ล.ต.เผยการลงทุนทั้งตราสารหนี้และกองทุนรวมได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะการขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ICO) เพิ่มจาก 2 บริษัท ในปี 67 เป็น 5 บริษัทในปี 68 และมูลค่าการเสนอขายเพิ่มขึ้น 6.5 เท่าตัว จาก 450 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 3,377 ล้านบาทในปี 2568 โดยเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ทั้งหมด
สำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยในปี 2568 ผลิตภัณฑ์การลงทุนในกลุ่มความยั่งยืนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งตราสารหนี้และกองทุนรวม
โดยตราสารหนี้กลุ่มยั่งยืน ที่เพิ่มขึ้น 9,051 ล้านบาท หรือ 10.70% จาก 84,550 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 93,601 ล้านบาทในปี 2568
กองทุนรวม Thai ESG มี NAV เพิ่มขึ้น 31,533 ล้านบาท หรือ 105.96% จาก 29,760 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 61,293 ล้านบาทในปี 2568
กองทุนรวม SRI Fund มี NAV เพิ่มขึ้น 74,467 ล้านบาท หรือ 151.78% จาก 49,063 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 123,530 ล้านบาทในปี 2568
นอกจากนี้ มีบริษัทที่เสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ICO) เพิ่มจาก 2 บริษัท ในปี 2567 เป็น 5 บริษัทในปี 2568 และมูลค่าการเสนอขายเพิ่มขึ้น 6.5 เท่าตัว จาก 450 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 3,377 ล้านบาทในปี 2568 โดยเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ทั้งหมด
สำหรับการบังคับใช้กฎหมายในปี 2568 ก.ล.ต. ได้การดำเนินการผ่านทั้ง 3 ช่องทางหลักของ ก.ล.ต. ดังนี้
การดำเนินการทางบริหารกับผู้ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. รวม 19 ราย
การดำเนินคดีอาญา แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ เปรียบเทียบปรับ (เฉพาะกรณีที่มีการชำระค่าปรับ) จำนวน 155 ราย และกล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และ ดีเอสไอ) จำนวน 59 คดี 189 ราย
การดำเนินคดีทางแพ่ง มีผู้กระทำผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด จำนวน 14 คดี 39 ราย และกรณีผู้กระทำผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้ขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดต่อศาลแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ จำนวน 83 ราย โดยจำนวนเงินที่ขอให้ศาลสั่งตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง รวม 604 ล้านบาท


