นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCBFM) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดการเงินในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก ,นโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว SCBFM ได้ต่อยอดธุรกิจไปสู่ที่ปรึกษาทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนใน 3 กลยุทธ์ได้แก่
FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก ,Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ และDigital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชันบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569
นายแพททริกกล่าวว่า นับแต่ต้นปีที่ผ่านมามีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ประเทศไทยแล้วเกือบ 100,000 ล้านบาท โดยเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เงินทุนไหลเข้า มาจากความเชื่อมั่นต่อทิศทางของรัฐบาล ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่ามีเสถียรภาพและทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับมุมมองต่อตลาดทุนไทยที่เริ่มเปลี่ยนจากการถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าที่ควร (Under value) มาเป็นมุมมองเชิงบวกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการกลับเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
"เงินทุนที่ไหลเข้ามาในรอบนี้ เป็นการไหลเข้าตามปกติของตลาด หรือ “Normal Flow” มากกว่าจะเป็นการเก็งกำไรที่ผิดปกติ ยังได้รับอิทธิพลจากตลาดทองคำที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ในปีที่ผ่านมา ทำให้มีสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนในระบบการเงินโลกสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เตือนว่า แม้ Fund Flow ที่ไหลเข้าจะเป็นสัญญาณบวก แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วหรือแข็งค่ามากเกินไป โดยเฉพาะหากแข็งค่าเร็วกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย"
ด้านทิศทางค่าเงินบาทนั้น นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในระดับปัจจุบัน 31 บาทต่อดอลลาร์ยังเป็นระดับที่ภาคเศรษฐกิจรับได้ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 30.50-31.00บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ คาดการณ์ในปีนี้เงินบาทยังคงแข็งค่าแต่ในทิศทางชะลอตัวลง โดยประมาณการไตรมาส 1 ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ไตรมาส 2 ที่ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ ไตรมาส 3 ที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาส 4 ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองว่าในปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะยังคงเข้ามาดูแลต่อเนื่องจากปีก่อน แม้ปัจจุบันสัดส่วนการเข้าดูแลค่าเงินของไทยยังไม่เข้าเกณฑ์ที่ 3 (0.9%ของจีดีพี)แต่มีความเสี่ยงมากขึ้นหลัง Reserves ปรับเพิ่มขึ้น
ส่วนการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงล่าสุด ถือว่าเซอร์ไพรส์ตลาด เนื่องจากเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ในช่วงกลางปีนั้น การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวมีส่วนช่วยชะลอแรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย รวมถึงช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม และมีแนวโน้มจะทรงตัวที่ระดับดังกล่าว หากไม่มีปัจจัยลบที่กระทบต่อการเติบโตของ GDP อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ว่าจะสามารถเติบโตได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวังหรือไม่ โดยย้ำว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงนี้ยังเป็นไปตามกลไกปกติของตลาด และยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรที่ผิดปกติ


