xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. กางแผนปี 69 พลิกโฉมตลาดทุนไทย รับสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คลื่นสึนามิแห่งเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังถาโถมเข้าใส่ระบบการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดทุนไทยถึงคราวต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับพฤติกรรมนักลงทุนและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่พลิกโฉมไปจากเดิม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จึงไม่อาจสวมหมวกเพียงผู้คุมกฎกติกาอีกต่อไป แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้างตลาดทุนแห่งอนาคต กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ชูธงนำเทคโนโลยีดีแอลทีและการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัลมาทลายข้อจำกัดเดิม พร้อมไฟเขียวลุยทดสอบระบบแซนด์บ็อกซ์ กองทุนคริปโต และคาร์บอนเครดิต หวังเชื่อมต่อระบบการเงินดั้งเดิมเข้ากับโลกดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ ท่ามกลางความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองนักลงทุน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของระบบการเงินโลกได้ถูกพลิกโฉมอย่างสิ้นเชิง สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงนวัตกรรมเฉพาะกลุ่ม ทะยานขึ้นมาเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในระบบการเงินของหลายมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั่วโลก ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนของการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงพฤติกรรมของนักลงทุน โครงสร้างของตลาด และรูปแบบการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

ท่ามกลางการขยายตัวอย่างร้อนแรงของสินทรัพย์ดิจิทัล ตลาดทุนไทยซึ่งเคยยืนหยัดเป็นเสาหลักในการระดมทุนและการลงทุนในรูปแบบดั้งเดิม ย่อมหลีกหนีไม่พ้นคลื่นแห่งการปรับตัว เพื่อเตรียมพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินสายพันธุ์ใหม่ ที่มาพร้อมกับโครงสร้าง กลไกการทำงาน และมิติความเสี่ยงที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ในบริบทที่กระแสน้ำกำลังเปลี่ยนทิศเช่นนี้ บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลจึงไม่อาจถูกตีกรอบอยู่เพียงแค่การเป็นตำรวจผู้คุมกฎหรือบังคับใช้กฎหมายอีกต่อไป แต่ถึงเวลาที่ต้องยกระดับบทบาทก้าวขึ้นไปเป็นนักออกแบบนโยบายและสถาปนิกผู้รังสรรค์โครงสร้างตลาด เพื่อปูทางให้ตลาดทุนสามารถบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินล้ำยุคได้อย่างเป็นระบบและมีเสถียรภาพ

ทิศทางลมที่เปลี่ยนไปนี้ สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านแผนยุทธศาสตร์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ประจำปี 2569 ซึ่งได้วางหมากวาระแห่งชาติไว้ 3 ด้านหลัก โดยไม่ได้มองบทบาทองค์กรเป็นเพียงผู้กำกับดูแล แต่เป็นการประกาศกร้าวถึงวิสัยทัศน์ของ ก.ล.ต. ในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนและออกแบบโครงสร้างตลาดทุนไทย ให้พร้อมสยายปีกเชื่อมโยงกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

หัวใจสำคัญที่ถือเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ฉบับนี้ คือความกล้าที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงินขั้นสูงเข้ามาทลายกำแพงข้อจำกัดของระบบการเงินยุคเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงศักยภาพของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ หรือ ดีแอลที และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล หรือ โทเคนไนเซชัน ซึ่ง ก.ล.ต. มองขาดว่าเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาอุดรอยรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างตลาดทุน ครอบคลุมตั้งแต่การอุดความเสี่ยงในกระบวนการชำระราคา ไปจนถึงการปลดล็อกให้การทำธุรกรรมสามารถลื่นไหลและยืดหยุ่นได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

ภาพฝันดังกล่าวเริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผ่านการจับมือกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างโครงการทดสอบนวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ ดิจิทัล แอสเซท เรคกูเลทอรี แซนด์บ็อกซ์ ของ ก.ล.ต. และโครงการทดสอบนวัตกรรมการชำระเงิน หรือ โปรแกรมเมเบิล เพย์เมนต์ แซนด์บ็อกซ์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเดินหน้าทดสอบระบบการชำระเงินแบบตั้งเงื่อนไขได้ หรือการนำร่องแนวคิด สเตเบิลคอยน์สัญชาติไทย มาใช้สำหรับการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนสินทรัพย์แบบทันทีทันใด หรือ อะตอมมิก สวอป ซึ่งกลไกอัจฉริยะนี้จะช่วยประสานให้การส่งมอบสินทรัพย์และการชำระเงินเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ปิดประตูความเสี่ยงด้านการชำระราคา และปลดแอกให้การซื้อขายสามารถดำเนินไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไร้รอยต่อ ไร้ขีดจำกัดด้านเวลาทำการของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

ในมิติของการลงมือปฏิบัติจริง การยกระดับระบบโทเคนไนเซชันไม่ได้หยุดชะงักอยู่เพียงแค่การอนุมัติโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน หรือ อินเวสต์เมนต์ โทเคน ที่เคยเบิกทางไปก่อนหน้านี้ แต่ ก.ล.ต. กำลังเหยียบคันเร่งขยายขอบเขตไปสู่การทดสอบหุ้นกู้ในรูปแบบโทเคน หรือ บอนด์ โทเคน รวมถึงการแปลงหน่วยลงทุนให้อยู่ในรูปโทเคน ผ่านกระดานทดสอบนวัตกรรม เพื่อประเมินความเป็นไปได้และศักยภาพในการใช้งานจริงบนเวทีตลาดทุน นัยสำคัญของแนวคิดนี้คือการจับเอาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่นักลงทุนคุ้นเคยเป็นอย่างดี มาสวมเสื้อคลุมตัวใหม่ที่ถักทอด้วยโครงสร้างเทคโนโลยีดิจิทัล โดยไม่ต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการสร้างตลาดคู่ขนานขึ้นมาใหม่ให้ซับซ้อน

ควบคู่กันไปนั้น อีกหนึ่งฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้คือการเร่งสถาปนามาตรฐานกลาง เพื่อรองรับการทำธุรกรรมและการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์มที่จะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัวในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจหลักและเงื่อนไขไฟต์บังคับ หากต้องการผลักดันให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับโครงสร้างตลาดทุนกระแสหลักได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง

ยิ่งไปกว่านั้น การเดินหน้าคลอดผลิตภัณฑ์ทางการเงินสายพันธุ์ใหม่ๆ ล้วนถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม ภายใต้กรอบความคิดที่ต้องตีคู่ไปกับความรับผิดชอบและความเหมาะสมต่อระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ โดยเฉพาะการยกระดับมุมมองที่มองสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน หรือ แอสเซท คลาส อีกประเภทหนึ่งอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงและเปิดประตูสู่การกอบโกยผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนในภาพรวม แนวคิดที่เฉียบคมนี้ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านการกางโต๊ะพิจารณาร่างหลักเกณฑ์สำหรับ กองทุนรวมคริปโต อีทีเอฟ ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากองทุนรวมประเภทหนึ่ง เปิดทางสะดวกให้นักลงทุนสามารถกระโดดเข้าสู่สมรภูมิคริปโตได้ผ่านช่องทางของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในตลาดทุนที่คุ้นเคย โดยมีเกราะกำบังชั้นดีจากระบบการกำกับดูแล การบังคับเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส และมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวดเพียงพอ เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุนอย่างสูงสุด

ในทิศทางเดียวกัน ก.ล.ต. ยังได้เดินหมากเชิงรุกด้วยการเสนอแนวทางปลดล็อกให้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถถูกนำมาใช้เป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ร่มเงาของกฎหมายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการบูรณาการกระดานเทรดคริปโตให้หลอมรวมเข้ากับระบบตลาดอนุพันธ์ โดยมีมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มข้นกำกับอยู่เคียงคู่กัน

ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเติบโตทางตัวเลข ในมิติของความยั่งยืนซึ่งเป็นเมกะเทรนด์โลก ก.ล.ต. ก็ไม่ได้ละทิ้ง โดยเดินหน้าประกาศจุดยืนสนับสนุนการพัฒนาคาร์บอนเครดิตในรูปแบบโทเคน หรือ โทเคนไนซ์ คาร์บอน เครดิต พร้อมผนึกกำลังกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลักดันให้คาร์บอนเครดิตสามารถนำมาเทรดได้ทั้งในกระดานตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือตลาดฟิวเจอร์ส และตลาดสปอต เพื่อสยายปีกบทบาทของตลาดทุนไทยให้พร้อมเป็นรากฐานสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อถอยออกมามองภาพมุมกว้าง แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้เปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวออกจากเซฟโซนของ ก.ล.ต. จากการสวมหมวกเพียงแค่ผู้คุมกฎกติกา สู่การประกาศตัวเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้างตลาดทุนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว การแจ้งเกิดของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การมีสินค้าทางการเงินชิ้นใหม่มาวางขายประดับกระดาน หากแต่เป็นกระบวนการผ่าตัดใหญ่เพื่อวางระบบนิเวศให้ตลาดทุนไทยสามารถสอดประสานจังหวะการเต้นของหัวใจเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ภายใต้ร่มเงาของกรอบกฎหมายและมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม

ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวของนวัตกรรมทางการเงินที่หมุนเปลี่ยนด้วยความเร็วแสง บททดสอบและข้อสอบสุดหินของตลาดทุนไทยอาจไม่ใช่แค่การวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่คือความท้าทายในการรังสรรค์โครงสร้างที่เปิดกว้างและให้พื้นที่แก่นวัตกรรมได้เติบโตเบ่งบาน โดยที่ยังสามารถธำรงไว้ซึ่งระเบียบวินัยและความน่าเชื่อถือของระบบการเงินระดับชาติได้อย่างไร้รอยตะเข็บ และนี่คือภารกิจระดับชาติที่ ก.ล.ต. ต้องแบกรับและพิสูจน์ฝีมือบนเส้นทางสายไหมแห่งการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้