เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองขุดคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อ Bitdeer ตัดสินใจเทขายบิทคอยน์ที่ถือครองอยู่ในคลังจนเกลี้ยงพอร์ตเหลือศูนย์ ยอมสละสถานะการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อระดมสภาพคล่อง ท่ามกลางการประกาศออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ หวังนำเม็ดเงินไปต่อยอดธุรกิจศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของเหล่าบริษัทเหมืองขุด ที่กำลังดิ้นรนหนีตายจากภาวะต้นทุนพุ่งและกำไรหดตัวหลังเหตุการณ์ Halving สู่การขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์เพื่อชิงพื้นที่ในสมรภูมิ AI และคลาวด์คอมพิวติ้งอย่างเต็มรูปแบบ
เทขายเกลี้ยงพอร์ตปรากฏการณ์ที่ผิดแผกวิสัยเหมืองขุด
รายงานผลการดำเนินงานล่าสุดของ Bitdeer สร้างความตกตะลึงให้กับนักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ในตลาด เมื่อบริษัทเปิดเผยว่า "การถือครองสินทรัพย์สุทธิ" (Pure Holdings) ซึ่งไม่นับรวมเงินฝากของลูกค้า ได้ลดลงเหลือ 0 BTC ข้อมูลระบุชัดเจนว่าในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทขุดบิทคอยน์ได้ 189.8 BTC และได้เทขายออกไปทั้งหมด มิหนำซ้ำยังตัดสินใจชำระบัญชีทุนสำรองบิทคอยน์ที่เก็บสะสมไว้อีก 943.1 BTC ออกไปจนหมดเกลี้ยง
ย้อนกลับไปในการรายงานเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 บริษัทยังคงมีบิทคอยน์สำรองอยู่ในคลัง 943.1 BTC และขายเพียง 179.9 BTC จากที่ขุดได้ 183.4 BTC ในสัปดาห์นั้น ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจเหมืองขุดทั่วไป การเทขายเหรียญบางส่วนเพื่อนำมาหมุนเวียนจ่ายค่าไฟฟ้า ค่าเช่าพื้นที่ และบำรุงรักษาอุปกรณ์ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่การ "ล้างพอร์ตทุนสำรองจนเหลือศูนย์" ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ผิดวิสัยและหาได้ยากยิ่ง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักจะถือครองสินทรัพย์ไว้บางส่วนเพื่อรับประโยชน์จากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในอนาคต
"จีฮาน อู๋" ออกหุ้นกู้แปลงสภาพใหม่ 300 ล้านดอลลาร์ลุย AI
สัญญาณของการปรับโครงสร้างธุรกิจยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อราคาหุ้นของ Bitdeer ร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังบริษัทประกาศแผนระดมทุนก้อนโตมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Senior Notes) ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2575 พร้อมสิทธิในการขยายวงเงินเสนอขายเพิ่มอีก 45 ล้านดอลลาร์ โดยหุ้นกู้ดังกล่าวสามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ เงินสด หรือทั้งสองอย่างผสมกันได้ในอนาคต
บริษัทซึ่งก่อตั้งโดย จีฮาน อู๋ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งยักษ์ใหญ่ Bitmain ระบุว่า เม็ดเงินระดมทุนก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อัดฉีดการขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center) การเติบโตของบริการคลาวด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Cloud) การพัฒนาฮาร์ดแวร์สำหรับเหมืองขุด และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป นอกจากนี้ บริษัทยังได้เร่งขยายปฏิบัติการขุดบิทคอยน์ด้วยตนเอง (Self-mining) อย่างหนัก เพื่อชดเชยอุปสงค์การสั่งซื้อเครื่องขุดจากลูกค้าที่กำลังอ่อนแอลง
สมรภูมิเปลี่ยนผ่าน จากยุคขุดเหมืองสู่ขุมทรัพย์ AI
การขยับตัวของ Bitdeer ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนของ "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" (Structural Pivot) ของทั้งอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา MARA Holdings (หรือ Marathon Digital) ได้เข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 64% ใน Exaion บริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ของฝรั่งเศส เพื่อรุกคืบเข้าสู่บริการ AI และคลาวด์อย่างเต็มตัว โดยมีบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง EDF รักษาสถานะผู้ถือหุ้นส่วนน้อยและลูกค้า
แรงกดดันจากเหตุการณ์บิทคอยน์ Halving ในปี พ.ศ. 2567 ที่บีบให้ส่วนต่างกำไร (Margins) ของเหมืองขุดแคบลงอย่างรุนแรง บังคับให้บริษัทเหมืองขุดหลายแห่งต้องงัด "โมเดลธุรกิจแบบลูกผสม" (Hybrid Model) มาใช้ โดยผสานรายได้จากการขุดคริปโตเข้ากับรายได้จากบริการประมวลผลขั้นสูง (High-Performance Computing)
ปัจจุบัน ยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง HIVE, Hut 8, TeraWulf และ IREN กำลังเร่งปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการเป็นศูนย์ข้อมูลประมวลผล ในขณะที่บริษัทอย่าง CoreWeave ได้เปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างเต็มรูปแบบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้การตัดสินใจล้างพอร์ตบิทคอยน์ของ Bitdeer ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การบริหารสภาพคล่องธรรมดา แต่คือการส่งสัญญาณเตือนภัยที่ดังกึกก้องว่า ในยุคที่ผลตอบแทนจากการขุดคริปโตไม่หอมหวานเหมือนวันวาน "ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์" คือขุมทองแห่งใหม่ที่นักลงทุนกระโจนเข้าใส่


