เมื่อทุนใหญ่ขยับตัว เจาะลึกปรากฏการณ์ GULF และ BCP หมากเกมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้า 'หุ้นใหญ่ไทย' สลัดภาพอุตสาหกรรมเก่า สู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค และกลายเป็นโดมิโนตัวแรก ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีเสน่ห์และน่าดึงดูดใจในรอบหลายปี
ในรอบสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดทุนไทยต้องจารึกการขยับตัวครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่พลังงานอย่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เมื่อมีการรายงานการเข้าซื้อหุ้นของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 69 GULF ได้ทำรายการซื้อหุ้นเพิ่มอีกจำนวน 2.94 ล้านหุ้น ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นใน KBANK ขยับขึ้นไปแตะระดับ 10.0298% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด
การข้ามเส้นระดับ 10% ในครั้งนี้ ทำให้ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับต้นๆ ของธนาคารกสิกรไทยทันที ซึ่งตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะต้องมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เนื่องจากเป็นการถือหุ้นข้ามเกณฑ์สำคัญ
แต่ประเด็นที่กลายเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างคือการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งตามกฎหมายปกติการถือหุ้นธนาคารเกิน 10% จะต้องได้รับความเห็นชอบล่วงหน้า แต่ในกรณีนี้ GULF และ ธปท. ได้ออกมาชี้แจงในเวลาต่อมาว่า สัดส่วน 10.03% ดังกล่าวเป็นการคำนวณตามเกณฑ์ ก.ล.ต. ที่มีการหัก "หุ้นซื้อคืน" ของธนาคารออก แต่หากคำนวณตามเกณฑ์ของ ธปท. ที่นับจากหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด สัดส่วนของ GULF จะยังคงอยู่ที่ระดับ 9.98% ซึ่ง "ไม่ถึง" เกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตอย่างเป็นทางการ
แม้ทั้ง GULF จะออกมายืนยันไม่แทรกแซงการบริหาร KBANK และทางธนาคารยืนยันไม่ผลต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศกับสถาบันการเงินชั้นนำที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้นในปีนี้
“บางจาก”ปิดดีลฮุบ Chevron ฮ่องกง
ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกับการขยับหมากของยักษ์ใหญ่พลังงานอย่าง GULF บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการรุกคืบสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 13 ก.พ.69 ทางกลุ่มบางจากได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น 100% ในบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) จากกลุ่ม Chevron Companies (Greater China) ด้วยมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นสูงถึง 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 8,400-9,000 ล้านบาทไทย) ซึ่งถือเป็นการรุกเข้าสู่ตลาดเขตเศรษฐกิจเสรีที่มีค่าการตลาดน้ำมันสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ BCP ไม่ได้เพียงแค่ได้มาซึ่งสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ Caltex ทั่วเกาะฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พลังงานที่ครบวงจร ตั้งแต่คลังน้ำมันมาตรฐานสากล ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ไปจนถึงธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร ซึ่งฮ่องกงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางเดินเรือโลก โดยทางผู้บริหารระดับสูง
ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นหมากเกมสำคัญที่ช่วยระบายผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นในไทยที่มีกำลังการผลิตพุ่งสูงขึ้นเกือบ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ให้มีช่องทางจำหน่ายในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้าง EBITDA เพิ่มเติมให้กับกลุ่มบางจากได้ประมาณ 750 - 1,000 ล้านบาทต่อปี และมีระยะเวลาคืนทุนที่รวดเร็วเพียง 6-7 ปี
ไม่เพียงเท่านี้ การลงทุนในฮ่องกงยังช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในการค้าขายน้ำมันโลก สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ "Accelerating Bangchak 100x" ที่มุ่งหวังจะปั้นรายได้แตะระดับล้านล้านบาทภายในปี 2573 อย่างเป็นรูปธรรม
เดิมพันโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
การขยับสัดส่วนการถือหุ้นของยักษ์ใหญ่พลังงานอย่าง GULF เข้าสู่ศูนย์กลางการเงินระดับประเทศอย่าง KBANK จนแตะระดับ 10% ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวการลงทุนในตลาดหุ้นตามปกติ แต่นี่คือ "ยุทธศาสตร์ข้ามสายพันธุ์" ที่นักวิเคราะห์ทั่วทั้งตลาดกำลังถอดรหัสว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อทั้งสองบริษัทและเศรษฐกิจไทย
เริ่มที่มุมมองเชิงบวก เมื่อ "เงิน" เจอกับ "ข้อมูล" ในฝั่งของผลดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยกให้เป็นหมากเกมที่ "วิน-วิน" ทั้งสองฝ่าย นั่นเพราะคาดว่า GULF มีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Debt) อยู่ที่ประมาณ 3.0-3.5% แต่การนำเงินสดไปพักไว้ในหุ้น KBANK ที่ให้ผลตอบแทนปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6-7% ต่อปี ถือเป็นการบริหารจัดการสภาพคล่อง ที่ช่วยสร้างส่วนต่างกำไร (Spread) ได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจพลังงานที่อาจเข้าสู่จุดอิ่มตัว ไปสู่ธุรกิจการเงินที่มีกระแสเงินสดมั่นคง
ขณะที่ KBANK กับการมีพันธมิตรอย่าง GULF (ซึ่งกุมทั้ง ADVANC และโครงการ Data Center) จะช่วยติดปีกให้ KBANK ในสมรภูมิ "Digital Banking" และ "Virtual Bank" การเข้าถึงฐานข้อมูลผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือและระบบคลาวด์ขนาดใหญ่จะทำให้ KBANK มีความได้เปรียบในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย (Retail Lending) และการวิเคราะห์เครดิตด้วย AI ได้แม่นยำกว่าคู่แข่ง
ส่วนผลเสีย หรือข้อน่ากังวลของดีลนี้คือ การถือหุ้นคาบเกี่ยวเส้น 10% ทำให้ทั้งสองบริษัทตกเป็นเป้าสายตาของ "ธนาคารแห่งประเทศไทย" และ "ก.ล.ต." อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากในอนาคตมีการขยับสัดส่วนจนเกินเกณฑ์ที่ต้องเข้าควบคุม GULF อาจต้องเผชิญกับเกณฑ์การกำกับดูแลที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการบริหารงานที่เคยคล่องตัว
สำหรับนัยสำคัญต่อราคาหุ้น ตลาดได้ตอบรับเชิงบวก (Positive Sentiment) ทันทีที่ข่าวปรากฏ โดย KBANK ราคาหุ้นมีแรงหนุนจากการที่มี "ผู้เล่นตัวจริง" เข้ามาเก็บหุ้นในกระดาน สร้างฐานราคาที่แข็งแกร่ง (Floor Price) และลดแรงขายจากต่างชาติ เพราะตลาดมองว่า GULF คือ Strategic Investor ที่เน้นถือยาว ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น
ขณะที่ GULF นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับเป้าหมายราคาหุ้นขึ้น (Target Price) สู่ระดับ 70-73 บาท โดยมองว่าดีลนี้ช่วยหนุนกำไรปกติ (Core Profit) ของบริษัทให้โตขึ้นได้ทันทีประมาณ 10-15% จากส่วนแบ่งเงินปันผล และยังเพิ่ม Upside จากธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน
นอกจากนี้ การที่ GULF เลือกปักหมุดที่ KBANK คือการส่งสัญญาณว่า "Data" และ "Capital" คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สำคัญไม่แพ้ "ไฟฟ้า" ราคาหุ้นที่ขยับขึ้นสะท้อนความเชื่อมั่นว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง Value Chain รูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจไปตลอดกาล
BCPกับอนาคตใหม่บนเส้นทางใหม่
สำหรับการที่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจทุ่มเงินกว่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อครอบครองกิจการ Chevron Hong Kong (CHK) นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการแก้โจทย์ธุรกิจที่ "ถูกที่ ถูกเวลา" และส่งผลกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
โดยในมุมมองเชิงบวก ผลประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการแก้ปัญหา "อุปทานส่วนเกิน" จากโรงกลั่นในประเทศ หลังจากบางจากควบรวมเอสโซ่ (ประเทศไทย) ทำให้มีกำลังการผลิตพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การมีฐานลูกค้าในฮ่องกงที่มั่นคง (ส่วนแบ่งตลาดราว 17%) ทำให้บางจากมีช่องทางระบายน้ำมันสำเร็จรูป (Offtake) ไปยังตลาดที่มีกำไรต่อหน่วย (Margin) สูงกว่าไทยอย่างมาก เนื่องจากฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่ราคาน้ำมันขายปลีกพุ่งสูงถึงลิตรละ 120 บาท (เทียบกับไทยที่ 30-40 บาท)
นอกจากนี้ การได้ครอบครอง "คลังน้ำมันยุทธศาสตร์" ที่ตั้งอยู่ติดสนามบินนานาชาติฮ่องกงและท่าเรือสำคัญ ยังเป็นการเปิดประตูสู่ธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานและน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ซึ่งเป็นหัวใจหลักของโลจิสติกส์เอเชียแปซิฟิก สร้างรายได้ในรูปแบบเงินตราต่างประเทศที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทได้ นักวิเคราะห์จึงคาดการณ์ว่าดีลนี้จะช่วยหนุน EBITDA ของกลุ่มให้เติบโตได้ทันที 750-1,000 ล้านบาทต่อปี และคืนทุนได้ภายในเวลาเพียง 6-7 ปี
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ต้องระวังคือ "ต้นทุนทางการเงิน" และ "ปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ" การกู้เงินมาปิดดีลท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจกดดันกำไรสุทธิในระยะสั้น รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจจีนและฮ่องกงที่อาจกระทบต่อปริมาณการใช้น้ำมัน
ในด้านราคาหุ้น นักวิเคราะห์หลายสำนัก เริ่มมีการปรับราคาเป้าหมายของ BCP ขึ้นมาอยู่ในกรอบ 42.00 - 47.50 บาท เพื่อสะท้อนกำไรที่จะรับรู้เพิ่มขึ้นจากฮ่องกงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป โดยมองว่าหุ้น BCP มี Downside ที่จำกัด เนื่องจากมีโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) วงเงินกว่า 3.8 พันล้านบาทคอยพยุงราคาไว้
ทั้งนี้ ดีลนี้คือการเปลี่ยนสถานะของบางจากจาก "โรงกลั่นในประเทศ" สู่ "ผู้เล่นพลังงานระดับภูมิภาค" อย่างเต็มตัวและมีอำนาจการต่อรองสูงที่สุดรายหนึ่งในเอเชีย
ไม่จบแค่GULFและBCP
ทั้งนี้ หากใครคิดว่าหลังดีลขนาดใหญ่ของ GULF และ BCP จบลง คงไม่มีการทำธุรกรรมหรือลงทุนขนาดใหญ่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับบริษัทจะดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยอีกแล้ว แบบนี้คงต้องขอเตือนว่า “คิดใหม่” เพราะจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ยังมีหลายธุรกิจที่น่าจะจับตา โดย GULF และ BCP เป็นเพียง "ภูเขาน้ำแข็ง" ส่วนที่พ้นน้ำออกมาเท่านั้น
จากการสำรวจความเคลื่อนไหวในแวดวงตลาดทุนไทยช่วงต้นปี 2569 พบว่ายังมี "ยักษ์หลับ" อีกหลายกลุ่มที่กำลังซุ่มเดินดีล M&A (ควบรวมและซื้อกิจการ) ขนาดใหญ่ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การเข้าสู่ยุค Virtual Bank, การรุกคืบของ AI Infrastructure และการปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับนโยบายการค้าโลกยุคใหม่ (Post-Election Era)
และนี่คือกลุ่มบริษัทที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เริ่มที่ กลุ่ม Tech Consult และ Digital Infrastructure หนึ่งในตัวเต็งที่น่าจับตาที่สุดคือ BBIK (Bluebik Group) ซึ่งล่าสุดได้ประกาศความมั่นใจว่ารายได้ปี 2569 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 20-30% โดยปัจจัยบวกไม่ได้มาจากงานที่ปรึกษาปกติเพียงอย่างเดียว แต่มีสัญญาณชัดเจนว่ากำลังอยู่ในช่วง "โค้งสุดท้ายของดีล M&A" เพื่อเสริมทัพด้าน AI และ Cloud Solution เพื่อรองรับกระแส Virtual Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ดีลนี้จะทำให้ BBIK เปลี่ยนสถานะจากเพียงบริษัทที่ปรึกษา สู่การเป็นผู้กุมระบบหลังบ้านของสถาบันการเงินยุคใหม่
ถัดมาคือ กลุ่มอาหาร มีรายงานว่า บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) กำลังถูกจับตามองในเรื่องการปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่ในปีนี้ เพื่อรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariffs) ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มส่งออก นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจมีการ "ซื้อกิจการ" หรือการร่วมทุนในกลุ่มธุรกิจมูลค่าสูง (High Value-Added) ในแถบยุโรปหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงด้านภาษี ซึ่งแผนการลงทุนนี้จะมีความชัดเจนขึ้นหลังจากบอร์ดบริหารพิจารณาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2569 รวมถึงมีรายงานว่า TU กำลังซุ่มมองดีลในกลุ่ม "อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Care)" และ "นวัตกรรมอาหารเสริม" เพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่เน้นเรื่อง ESG และ High Margin
นอกจากนี้ ด้าน CPF ยังมีแผนดัน CPFGS (เรือธงด้านอาหาร) เข้าสู่ตลาดหุ้น พร้อมแผนการทำ M&A ต่อเนื่องในต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากสินค้าโภคภัณฑ์ และขยับสู่ "Ready-to-eat" แบรนด์พรีเมียมในตลาดโลก
อีกกลุ่มคือ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แม้ GULF จะเปิดเกมไปแล้ว แต่พี่ใหญ่อย่าง PTT ก็ไม่ได้อยู่เฉย โดยในปี 2569 ปตท. มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานกว่า 2 ล้านล้านบาท ที่พร้อมจะนำไปลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA ที่กำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรม EV และ Data Center ซึ่งมีข่าวลือหนาหูว่าอาจมีการจับมือเป็น Strategic Partner กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากจีนเพื่อสร้าง Smart City ขนาดใหญ่ในเขต EEC
ไม่เพยงเท่านี้ มีรายงานว่า WHA วางงบลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อรุกธุรกิจดิจิทัลเต็มตัว โดยมีสัญญาณการควบรวมหรือร่วมทุนกับผู้ให้บริการ Cloud ระดับไฮเปอร์สเกล เพื่อเปลี่ยนนิคมฯ ให้กลายเป็น "สมองของภูมิภาค" ไม่ใช่แค่ "ฐานการผลิต" อีกต่อไป
การปรับตัวของหุ้นใหญ่ไทย
สิ่งที่สังเกตเห็นในปี 2569 คือ บริษัทจดทะเบียนไทยหันมาใช้กลยุทธ์ "ซื้อหุ้นคืน" (Share Buyback) ควบคู่ไปกับการทำ M&A มากขึ้น โดยในช่วงต้นปีมีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนรวมมูลค่ากว่า 2.1 หมื่นล้านบาท เพื่อบริหารสภาพคล่องและพยุงราคาหุ้นรอรับข่าวดีลใหญ่ที่จะตามมา นั่นทำให้ราคาหุ้นที่ดูเหมือนจะนิ่งในวันนี้ อาจเป็นเพียงการสะสมพลังก่อนจะ "Breakout" เมื่อมีการประกาศดีลอย่างเป็นทางการ เหมือน 2 ดีลใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือไม่
ขณะเดียวกันการปรับตัวของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทย หรือ"กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม" ที่นักลงทุนเคยปรามาสว่าเป็นหุ้นไดโนเสาร์ โดยการใช้ M&A (การควบรวมและซื้อกิจการ) ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการ Transform ตัวเองเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก และเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติต้องเหลียวมอง
นั่นเพราะ 1.Capital Efficiency กล่าวคือ บริษัทไทยเริ่ม "ใช้เงินเป็น" แทนที่จะเก็บเงินสดไว้เฉยๆ หรือจ่ายปันผลเพียงอย่างเดียว แต่กลับนำไปซื้อ "อนาคต" เพื่อรักษาสัดส่วนกำไรต่อหุ้น (EPS) ให้เติบโต 2. Global Player Status หรือดีลระดับพันล้านดอลลาร์ในต่างแดน หรือการดึงเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมธุรกิจ เป็นการประกาศว่า บจ. ไทยมีความสามารถในการแข่งขันระดับสากล
และนั่นจะทำให้ตลาดหุ้นไทยปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุค "The Great Transformation" ดีลของ GULF และ BCP เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ "โดมิโนตัวแรก" ที่จะฉุดให้หุ้นใหญ่ตัวอื่นๆ ต้องขยับเพื่อสร้าง New S-Curve ต่อไป และนี่แหละ คือเสน่ห์ที่นักลงทุนต่างชาติกำลังเริ่มมองเห็นว่า "หุ้นไทย...ไม่ได้มีดีแค่ของเก่า"
สู่ "New Economy Infrastructure"ทั้งนี้เพราะ เมื่อ GULF รุกเข้าถือหุ้น KBANK และเชื่อมโยงกับ ADVANC นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองว่ากัลฟ์เป็นแค่ "โรงไฟฟ้า" อีกต่อไป แต่มองว่าเป็น "Platform Holding Company" ที่คุมทั้ง พลังงาน-สื่อสาร-การเงิน นี่คือโมเดลธุรกิจที่กองทุนระดับโลก (Institutional Investors) ชื่นชอบ เพราะมันคือการสร้าง Ecosystem ที่คู่แข่งเจาะยาก การ M&A แบบนี้ช่วยปลดล็อกคำสาปที่ว่าหุ้นใหญ่ไทย "โตยาก" ให้กลายเป็น "หุ้นที่มี Upside จากเทคโนโลยี" ทันที
ดึงดูดเงินทุนเคลื่อนย้าย
มีรายงานว่า ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้า ในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่พุ่งสูงขึ้นกว่า 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดีลใหญ่ๆ อย่างการที่ BCP ไปปักธงฮ่องกง หรือความเคลื่อนไหวในกลุ่ม AI และ Data Center ของ บจ. ไทย ช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่า "บริษัทไทยกำลังบุกโลก" ไม่ใช่แค่รอรับเงินในประเทศอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาจัดน้ำหนักการลงทุน (Re-weight) หุ้นไทยเพิ่มขึ้น เพราะเห็นการเติบโตที่เป็นสากล (Global Exposure)
ปรากฏการณ์ "Domino Effect"
ขณะเดียวกันความสำเร็จของดีล GULF และ BCP กำลังกดดันให้บริษัทอื่นใน SET50 อยู่เฉยไม่ได้ เราเริ่มเห็นสัญญาณจากกลุ่มอื่นที่เตรียม "ขยับ" เพื่อไม่ให้ราคาหุ้นตัวเองถูกทิ้งห่าง เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Smart City เพื่อรับกลุ่ม EV และ Semiconductor ถัดมา กลุ่ม Tech Consult (เช่น BBIK, BE8) ที่กำลังเป็น "เป้าหมาย" ถูกควบรวม หรือเป็น "หัวหอก" ในการพาบริษัทดั้งเดิมไปสู่โลกดิจิทัล
นั่นทำให้ นัยสำคัญของการ M&A ในปี 2569 คือการพิสูจน์ว่า บริษัทจดทะเบียนไทยมี "สภาพคล่องล้นมือ" และ "วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล" การเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value) ผ่านทางลัดอย่าง M&A คือปัจจัยหลักที่จะทำให้ SET Index กลับมามีความน่าดึงดูด ในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และทำให้ปี 2569 จะเป็นปีที่นักลงทุนเลิกถามว่า "หุ้นไทยจะไป 1,600 จุดได้ไหม?" แต่จะเปลี่ยนไปถามว่า "บริษัทไทยตัวไหนจะเป็น Global Player รายต่อไป?"


