xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์ขึ้นภาษี สินทรัพย์ทั่วโลกป่วน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




บล.พาย ประเมิน ทรัมป์ประกาศใช้ Section 122 ปรับขึ้นภาษีทั่วโลกในอัตรา 15% เช้านี้การตอบรับของสินทรัพย์ต่างๆพบว่า ทองคำขยับขึ้น 0.5% Dow Future -0.2% Nikkei -0.56% แม้ดูจะเป็นบวกที่ไทยโดนเก็บภาษีน้อยลง แต่ตลาดอาจกังวลว่าจากนี้ Trump อาจมองหามาตรการอื่นๆในการกดดันประเทศคู่ค้า ด้านหุ้นไทยเริ่มมี PE ที่สูง พร้อมจะผันผวน แต่ก็เชื่อว่าด้วยรัฐบาลเตรียมจัดตั้งจะเป็นตัวช่วย Limit Downside กลยุทธ์การลงทุนเน้นคุมความเสี่ยงมากขึ้น




บล.พาย เปิดเผยว่าตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดบวก 230 จุด (+0.47%) ได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นในกลุ่ม Tech หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯตัดสินภาษีเป็นโมฆะ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.1% จากแรงซื้อขายเพื่อทำการ Short Sell

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจประกอบไปด้วย GDP 4Q25 ขยายตัวเพียง 1.4%QoQ ต่ำกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 2.8%QoQ สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากการปิดหน่วยงานในสหรัฐฯส่งผลให้การลงทุนภาครัฐลดลง (-5.1%QoQ) กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจมากถึง 0.9% แต่หากไปดูเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นๆจะพบว่ายังเห็นการขยายตัวได้ดีเช่นการบริโภค (+2.5%QoQ) การลงทุนภาคเอกชน (+3.8%QoQ)

รายงานเงินเฟ้อ (PCE) พบว่าขยายตัว 2.9%YoY มากกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 2.8%YoY นอกจากนี้ยังมีเปิดเผยยอดขายบ้านมือหนึ่งที่จำนวน 7.45 แสนหลังคาเรือนดีกว่านักวิเคราะห์คาดหมายไว้ที่ 7.32 แสนหลังคาเรือน โดยรวมสะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจที่ดี แต่นักลงทุนไปให้น้ำหนักกับศาลสูงสุดของสหรัฐฯที่ตัดสินให้การปรับขึ้นภาษีของ Trump เป็นโมฆะแต่มองว่า Trump ยังคงมองหาวิธีอื่นในการปรับขึ้นภาษีนำเข้า

ล่าสุดในช่วงวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐฯ Trump ได้ใช้มาตรา 122 ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศอัตราเดียวกันเป็น 15% จากเดิมที่เคยบอกจะเก็บที่ 10% จะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. เวลาเที่ยงคืนตามเวลาของสหรัฐฯแต่กฎหมายนี้จะมีผลใช้ได้เพียง 150 วัน หากมองเป็นข้อดีก็คือไทยถูกเก็บภาษีน้อยลงจาก 19% มาเป็น 15% ระยะสั้นบวกกับกลุ่มส่งออกแต่หากมองอีกแง่ก็อาจกดดันการลงทุนทางตรงด้วยภาษีนำเข้าที่เท่ากันเป็นลบกับนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างไรก็ตามนิคมอุตสาหกรรมมีปัจจัยหนุนจาก Data Center หลังจากนี้การลงทุนอาจผันผวนมากขึ้นเพราะมีความเป็นไปได้ที่ Trump อาจมองถึงมาตราอื่นๆที่มาใช้ขึ้นภาษีนำเข้าเช่นมาตรา

ปัจจัยในประเทศหลายสำนักข่าวระบุค่อนข้างตรงกันว่าพรรคภูมิใจไทยได้เตรียมจัดตั้งรัฐบาลแล้วนำมาโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กอื่นๆรวมเสียงที่ 300 หากเป็นเช่นนี้จริงก็เท่ากับว่าเสียงรัฐบาลค่อนข้างแข็งแกร่งและพร้อมในการออกนโยบายต่างๆทำให้ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยหนุนในช่วงถัดไป คืนนี้รอติดตามคำสั่งซื้อจากโรงงาน Consensus ประเมินไว้ที่ -0.4%MoM

วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1460 – 1490 หากดูการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ต่างๆในเช้านี้จะพบว่าทองคำปรับขึ้น 1% ตลาดหุ้นสหรัฐฯล่วงหน้า (Future -0.24%) สะท้อนมุมมองเชิงลบจากนักลงทุนสร้างแรงกดดันต่อ SET ในระยะสั้น เชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นอาจเลือก Wait & See รอดูสถานการณ์ภาษี Trump ส่วนนักลงทุนระยะยาวจังหวะ SET INDEX อยู่ที่ PE 15.7x คงไม่ใช่จังหวะสะสม ส่วนรับความเสี่ยงสูงเน้นหุ้น Domestic Play อาทิ สื่อสาร (ADVANC TRUE) โรงพยาบาล (BDMS BCH) ค้าปลีก (CPALL HMPRO)

หุ้นแนะนำ

BCH (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท)

มองว่ากำไรสุทธิปี 2025 จะเติบโตอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท (+9% YoY) หนุนจาก 1) จำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ไม่มีผลประทบต่อผลประกอบการปี ด้วยเพียงเลื่อนจากช่วงฤดูกาลสูงสุดเดิมในไตรมาส 3 มาเป็นช่วงไตรมาส 4 ทั้งนี้ คาดหนุนรายได้ใน 4Q25 เติบโต YoY จากฐานต่ำ

CBG (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 58.00 บาท)

ตลาดในตปท.มีทิศทางดีขึ้น เมียนมาทยอยผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำการตลาดได้มากขึ้น กัมพูชารับจ้างผลิต OEM ช่วยจำกัด ตลาดต่างประเทศมีโอกาสเติบโตผ่านโมเดล OEM ขายหัวเชื้อมากขึ้น ลุ้นกลับเข้าตลาดจีนอีกครั้งผ่านผู้ผลิตที่มีโครงข่ายกระจายสินค้า ส่วนตลาดในประเทศยังคงได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง