พิจารณาสัญญาณชีพทางเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านความเคลื่อนไหวของเหล่า "วาฬ" สถาบันการเงินระดับโลกที่ยังคงเดินหน้าอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ Bitmine Immersion Technologies อย่างไม่สะท้านต่อวิกฤตการณ์ตลาดคริปโตที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายปีพุทธศักราช 2568 โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่พรีเมียร์อย่าง Morgan Stanley และ ARK Investment ที่เพิ่มสัดส่วนการถือครองอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การเก็งกำไรบนพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาวที่สถาบันการเงินชั้นนำมองข้ามช็อตความผันผวนระยะสั้น สู่การวางหมากในฐานะผู้ควบคุมสภาพคล่องรายใหญ่ของโลก
สำนักข่าวเศรษฐกิจรายงานบทวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์การลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่งเมื่อเหล่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท Bitmine Immersion Technologies (BMNR) ยังคงเดินหน้าเพิ่มพูนสัดส่วนการลงทุนในบริษัทที่มีสถานะเป็นคลังสำรองเหรียญ Ethereum ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีพุทธศักราช 2568 ตลาดคริปโตจะเผชิญกับสภาวะร่วงระดม (Crash) และราคาหุ้นของบริษัทเองจะทำผลงานได้ย่ำแย่เพียงใดก็ตาม
จากการตรวจสอบข้อมูลแบบแสดงรายการ 13F ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า Morgan Stanley (มอร์แกน สแตนลีย์) ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้นอีกประมาณร้อยละ 26 ส่งผลให้มียอดถือครองหุ้นรวมกว่า 12.1 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 331 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส ขณะที่ ARK Investment Management (อาร์ก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์) ภายใต้การนำของ คอลลิน นักลงทุนสายคริปโตชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง ก็ได้ขยับสัดส่วนขึ้นร้อยละ 27 รวมเป็นกว่า 9.4 ล้านหุ้น มูลค่าราว 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สองเจ้านี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถาบันการเงินระดับแถวหน้าของวอลล์สตรีทที่ดาหน้ากันเข้ามาเก็บของถูกกันอย่างคึกคัก นำโดย BlackRock (แบล็กร็อก) ที่เพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้น BMNR แบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 166 ตามมาด้วย Goldman Sachs (โกลด์แมน แซคส์) ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 588 Vanguard (แวนการ์ด) เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 และที่น่าตกใจที่สุดคือ Bank of America (แบงก์ ออฟ อเมริกา) ที่อัดฉีดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1,668
แม้ว่าราคาหุ้นของ Bitmine จะดิ่งลงเหวถึงร้อยละ 48 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีพุทธศักราช 2568 และทรุดตัวลงกว่าร้อยละ 60 ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา โดยมีการซื้อขายในช่วงก่อนตลาดเปิดเมื่อวันพฤหัสบดีอยู่ที่ระดับประมาณ 19.90 ดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจาก Google Finance แต่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้ง 11 ราย ซึ่งรวมถึง Charles Schwab (ชาร์ลส์ ชวาบ), Van Eck (แวน เอ็ก), Royal Bank of Canada (รอยัล แบงก์ ออฟ แคนาดา), Citigroup (ซิตี้กรุ๊ป) และ Bank of New York Mellon Corporation (แบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน คอร์ปอเรชัน) ต่างพร้อมใจกันเพิ่มน้ำหนักการลงทุนสวนทางกับตัวเลขสีแดงในกระดานหุ้น
ในเชิงวิเคราะห์ การไหลเข้าของเงินทุนสถาบันเหล่านี้เปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันที่ช่วยพยุงสถานะทางการเงินของ Bitmine ให้ยังคงมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะตัวชี้วัดสำคัญอย่าง mNAV (Market Net Asset Value) หรืออัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อมูลค่าสินทรัพย์คริปโตที่ถือครอง ซึ่งยังคงรักษาระดับสูงกว่า 1 ได้สำเร็จ หากตัวเลขนี้ต่ำกว่า 1 จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการระดมทุนผ่านการออกหุ้นใหม่ และอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการเข้าซื้อคริปโตเพิ่มเติมในอนาคต
ท่ามกลางมรสุมตลาดขาลง Bitmine ยังคงยึดมั่นในยุทธศาสตร์การสะสม Ether (อีเธอร์) อย่างแข็งกร้าว โดยล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าซื้อ Ether เพิ่มอีก 45,759 เหรียญ ด้วยเม็ดเงินลงทุนประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยที่ 1,992 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ETH ส่งผลให้ปัจจุบัน Bitmine ครองตำแหน่งนิติบุคคลที่ถือครอง Ether มากที่สุดในโลก โดยมีตัวเลขสะสมในบัญชีสูงถึง 4.37 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 8.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจาก StrategicEthReserve
ปรากฏการณ์สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เข้าช้อนหุ้นในยามวิกฤตเช่นนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า "บิทคอยน์" อาจไม่ใช่คำตอบเดียวในพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัล แต่การวางหมากบนระบบนิเวศของ Ethereum ผ่านตัวแทนอย่าง Bitmine คือเกมยาวที่บรรดานักลงทุนสถาบันระดับโลกเลือกแล้วว่าจะลงเดิมพันครั้งสำคัญ เพื่อรอคอยการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจดิจิทัลรอบใหม่


