xs
xsm
sm
md
lg

Glassnode ชี้บิทคอยน์เข้าสู่ตลาดหมีเต็มตัว จับตาแนวรับสำคัญ 55,000 ดอลลาร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีส่อแววเผชิญแรงกดดันระลอกใหม่ เมื่อบิทคอยน์หลุดแนวรับสำคัญและติดหล่มอยู่ในกรอบขาลง (Range-Bound Under Pressure) ข้อมูลเจาะลึกแบบออนเชนจาก Glassnode และ Santiment ประสานเสียงยืนยันว่าแรงซื้อจากทั้งฝั่ง Spot และ ETF กำลังอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่กิจกรรมบนเครือข่ายหดตัวรุนแรง ด้านนักวิเคราะห์ระดับโลกอย่าง วิลลี่ วู ชี้ความผันผวนที่พุ่งสูงคือเครื่องยืนยันการเข้าสู่ “ตลาดหมี” ที่กำลังทวีความเข้มข้น จับตาด่านสุดท้ายที่ราคาต้นทุนเฉลี่ย (Realized Price) บริเวณ 55,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นจุดชี้ชะตาว่านี่คือการพักฐาน หรือการถลำลึกสู่วิกฤตที่หนักหน่วงกว่าเดิม

สถานการณ์ของบิทคอยน์ (BTC) ในขณะนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากแรงเทขายและสภาพคล่องที่หดหาย การเคลื่อนไหวของราคาแบบไซด์เวย์ในกรอบแคบๆ ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่การสร้างฐานเพื่อปรับตัวขึ้น แต่เป็นอาการของ "การถูกกดดันให้อยู่ในกรอบ" (Range-Bound Under Pressure) ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า ยิ่งราคาทรงตัวในลักษณะนี้นานเท่าใด โอกาสที่จะทะลุแนวรับลงสู่เบื้องล่างเพื่อสะท้อนภาพตลาดหมีที่ลึกขึ้นก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

หลุดเส้นค่าเฉลี่ยตลาด เมื่อ ‘ผู้ขาย’ คุมเกมเบ็ดเสร็จ

รายงานล่าสุดจาก Glassnode ผู้ให้บริการข้อมูลออนเชนชั้นนำ ระบุว่าบิทคอยน์ได้ร่วงทะลุระดับราคาค่าเฉลี่ยตลาดที่แท้จริง (True Market Mean) ลงมาสู่โซนตั้งรับ (Defensive Range) อย่างเป็นทางการแล้ว

สิ่งที่น่ากังวลคือ ตัวชี้วัดปริมาณการซื้อขายสะสม (Spot Cumulative Volume Delta: CVD) ซึ่งใช้วัดแรงซื้อและแรงขายสุทธิในกระดานเทรดหลักอย่าง Binance และ Coinbase ได้พลิกกลับมาติดลบอย่างแข็งแกร่ง บ่งชี้ชัดเจนว่า "ผู้ขายกำลังเป็นผู้คุมตลาด" ในขณะที่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ในตลาดออปชันก็เริ่มลดลง ซึ่งไม่ได้แปลว่าตลาดมั่นใจขึ้น แต่แปลว่านักลงทุนสูญเสียแรงจูงใจในการถือครองสถานะเก็งกำไรขาขึ้นไปแล้ว

ข้อมูลออนเชนชี้ กิจกรรมเครือข่ายทรุด-สถาบันชะลอช้อนซื้อ

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่เคยดันราคาบิทคอยน์ให้พุ่งทะยานกำลังหายไป Glassnode ชี้ว่าความต้องการในตลาด Spot และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF อยู่ในภาวะ "อ่อนแอ" สอดคล้องกับดัชนีแนวโน้มการสะสม (Accumulation Trend Score) ที่ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 0.43 ซึ่งห่างไกลจากระดับ 1.0 ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่านักลงทุนสถาบันหรือรายใหญ่ (Large-entity) กำลังเข้ากวาดซื้อ

ภาพนี้สอดรับกับข้อมูลจาก Santiment ที่รายงานว่า กิจกรรมบนเครือข่ายบิทคอยน์ชะลอตัวลง จำนวนที่อยู่กระเป๋าเงินใหม่และกระเป๋าเงินที่มีการใช้งาน (Active Addresses) ลดลงอย่างมากในปี พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงประโยชน์ใช้สอยที่ลดลงตามไปด้วย โดย Santiment ย้ำว่า การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตัวเลขผู้ใช้งานบนเครือข่ายเหล่านี้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

ทฤษฎีความผันผวนของ "วิลลี่ วู" คาดเห็นสัญญาณตลาดหมี

ทางด้าน วิลลี่ วู นักวิเคราะห์ข้อมูลออนเชนชื่อดังระดับโลก ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมว่า ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดของแนวโน้มตลาดคือ "ความผันผวน" (Volatility) วู อธิบายว่าบิทคอยน์ได้ก้าวขาเข้าสู่ตลาดหมีตั้งแต่วันที่ความผันผวนพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบัน ความผันผวนนี้ยังคงไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแปลว่า "แนวโน้มของตลาดหมีกำลังแข็งแกร่งขึ้น" ตลาดจะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ต่อเมื่อความผันผวนไปแตะจุดสูงสุดในช่วงกลางถึงปลายของวัฏจักรขาลง ซึ่งจะเป็นจุดที่แรงเทขายเริ่มอ่อนล้าลง

มองเป้าหมาย 55,000 ดอลลาร์

คำถามสำคัญในขณะนี้คือ แนวรับสุดท้ายอยู่ที่ใด? Glassnode ประเมินว่า ตามสถิติในอดีต ตลาดหมีมักจะไปค้นหาจุดต่ำสุดเชิงโครงสร้างที่บริเวณ ราคาที่รับรู้จริง (Realized Price) ซึ่งเป็นต้นทุนการเข้าซื้อเฉลี่ยของเหรียญทั้งหมดในระบบ โดยปัจจุบันระดับดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 54,900 ดอลลาร์

ทั้งนี้หากราคาร่วงลงไปทดสอบแนวรับดังกล่าวจริง จะคิดเป็นการปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 56.4% ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ดูน่าตกใจ แต่ในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ถือเป็นการปรับฐานที่ "ตื้นกว่า" ตลาดหมีสองรอบที่ผ่านมา

ท้ายที่สุด ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะตื่นตระหนกเทขาย (Reactive Liquidation) ไปสู่การปรับฐานอย่างมีรูปแบบ (Controlled Consolidation) การจะเห็นราคาบิทคอยน์กลับมาผงาดทะลุ 67,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง จึงไม่ใช่การพึ่งพาโชคชะตา แต่ต้องอาศัยแรงซื้อของจริง การสะสมเหรียญที่ต่อเนื่อง และสภาพคล่องทางเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวยเท่านั้น.