หลังจากตกอยู่ในฐานะตลาดหุ้นรั้งท้าย ครองตำแหน่งบ๊วยหรือรองบ๊วยของตลาดหุ้นที่แย่ที่สุดในโลกมา 3 ปีติด ช่วงเดือนเศษที่ผ่านมาในปี พ.ศ. 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับขึ้นมาร้อนแรง โดยดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นโดดเด่น สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับทุกตลาดหุ้นในโลก
สิ้นปี พ.ศ. 2568 ดัชนีฯ ปิดที่ 1259.67 จุด ลดลงประมาณ 140 จุด เมื่อเทียบจุดปิดปี พ.ศ. 2567 ซึ่งดัชนีฯ ปิดที่ 1400.21 จุด แต่นับจากกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดัชนีฯ เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงและต่อเนื่อง ล่าสุดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ปิดที่ระดับ 1466.67 จุด ปรับตัวขึ้นจากจุดปิดสิ้นปี พ.ศ. 2568 จำนวน 207 จุด หรือเพิ่มขึ้น 16.43% ซึ่งถือเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก
บรรยากาศการซื้อขายหุ้นที่คึกคักสดใส ดัชนีฯ พุ่งทะยานอย่างร้อนแรง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดหมายมาก่อน แม้แต่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทุกสำนัก ยังประเมินว่าดัชนีฯ จะวิ่งไปไกลไม่เกิน 1400 จุด แต่ดัชนีฯ กลับตีฝ่าแนวต้าน 1450 จุดอย่างง่ายดาย และมีโอกาสที่จะวิ่งทะลุ 1500 จุดม้วนเดียวในรอบนี้
จากประมาณการเป้าหมายดัชนีฯ ปลายปีที่ระดับ 1500 จุด โบรกเกอร์หลายสำนักเตรียมขยับปรับเป้าดัชนีฯ กันใหม่แล้ว โดยมองไปไกลถึงระดับ 1600-1700 จุดทีเดียว ซึ่งแม้จะเป็นประมาณการในลักษณะมองโลกสวย แต่จะสบประมาทไม่ได้
ตลาดหุ้นไทยกำลังกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นเต็มตัว ภายใต้กองหนุนที่เข้มแข็งของนักลงทุนต่างชาติ
ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2568 หรือช่วง 3 ปีก่อนหน้า ต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างหนัก ยอดขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และกดตลาดหุ้นไทยจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่ปีนี้ต่างชาติกลับมาแล้ว กลับมาปลุกตลาดหุ้นไทยให้ฟื้นจากการหลับใหลมายาวนาน นำความคึกคักสดใสและความหวังมาสู่นักลงทุนในประเทศที่บาดเจ็บหนักมาหลายปี
ดัชนีฯ ที่ทะยานขึ้นมากว่า 200 จุด ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน มูลค่าการซื้อขายที่ขยับขึ้นมาวันละ 6-7 หมื่นล้านบาท ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัทโบรกเกอร์หลายสิบแห่งที่กำลังรอวันตาย เป็นผลจากเงินต่างชาติหวนกลับเข้ามาโดยตรง และซื้อหุ้นสุทธิมียอดสะสมกว่า 5.2 หมื่นล้านบาทนับจากต้นปี
ถ้าต่างชาติยังปักหลักขนเงินกลับมาไล่ซื้อหุ้นต่อเนื่อง ดัชนีฯ มีโอกาสเดินหน้าต่อไป และมีสิทธิตีฝ่าแนวต้าน 1500 จุดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
แต่โจทย์ที่กำลังถามไถ่กันทั่วตลาดหุ้นคือ รอบนี้ฝรั่งกลับมาจริงหรือไม่ จะไล่ช้อนซื้อหุ้นคืนต่อเนื่องขนาดไหน และการกลับมารอบนี้มีเหตุผลใดเป็นแรงจูงใจ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และบรรดาผู้บริหารกองทุนรวมหลายคน ออกมาแสดงมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาขณะนี้ไม่น่าจะเป็นเงินร้อน แต่เป็นเงินเย็น และต้องการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น
ส่วนสาเหตุการกลับมาไล่ซื้อคืนชนิดฝุ่นตลบ อาจเป็นเพราะราคาหุ้นไทยปรับตัวลงมากและได้ฟื้นตัวขึ้นเลยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จึงสร้างแรงจูงใจการลงทุน ขณะที่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ และทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศนิ่ง เอื้อต่อบรรยากาศลงทุน
ตลาดหุ้นไทยผงาดขึ้นมายืนโดดเด่น ทุกคนกำลังมองโลกสวย ประเมินว่าแนวโน้มปีม้าทอง ดัชนีฯ จะวิ่งควบไปไกลเกินฝัน นักลงทุนรายย่อยที่หน้าเหี่ยวมาหลายปี
ปี พ.ศ. 2569 นักลงทุนรายย่อยจำนวนเกือบ 4 ล้านคน จะได้เดินลงจากดอยสูงกันเสียที แฮปปี้โดยถ้วนหน้า


