การเข้าถือในสัดส่วน 10.0298% ของทุนจดทะเบียนในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีเป้าหมายจะครอบงำกิจการหรือเทกโอเวอร์ KBANK หรือไม่ และนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้ถือหุ้นใหญ่ GULF ต้องการรวบ KBANK เข้าไปรวมอยู่ในอาณาจักรด้วยหรือไม่
คำถามที่ดังขึ้นในตลาดหุ้น ได้รับคำตอบในทันที เมื่อนายสารัชถ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF ร่อนออกคำชี้ยืนยันว่า ไม่มีความต้องการเทกโอเวอร์ KBANK ไม่ต้องการส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการธนาคารฯ ทั้งที่มีสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เกิน 10%
แต่จะใช้สิทธิอย่างเต็มที่ในการติดตามตรวจสอบนโยบายและแผนธุรกิจต่างๆ การเฝ้าติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหารธนาคารว่า มีความสอดคล้องกับนโยบายและแผนธุรกิจหรือไม่ รวมทั้งความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถือหุ้นของ GULF
คำประกาศของนายสารัชถ์ เปรียบเหมือนเสียงคำรามที่ส่งไปถึงฝ่ายบริหาร KBANK กำชับให้ระมัดระวังในการบริหารจัดการ โดยตระหนักถึงความโปร่งใส และต้องสร้างกำไรสูงสุดให้ GULF
แม้ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าเป็นกรรมการ KBANK เพื่อร่วมกำหนดนโยบายและกำกับดูแลตรวจสอบการบริหารงานภายใน แต่การอ้างสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ติดตามและตรวจสอบการบริหารเพื่อสร้างกำไรสูงสุดให้ GULF ทำให้ฝ่ายบริหารธนาคารต้องแบกรับแรงกดดันมากกว่าการส่งตัวแทน GULF เป็นกรรมการเสียอีก
นอกเหนือจากการกำหนดนโยบายธุรกิจเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสร้างกำไรสูงสุดแล้ว การบริหารงานจะเกิดความผิดพลาดไม่ได้ เพราะนายสารัชถ์เอาเรื่องแน่
การเทกโอเวอร์ KBANK คงไม่เกิดขึ้น ตามคำยืนยันของนายสารัชถ์ อย่างน้อยในอนาคตอันใกล้ เพราะถ้าจะเทกโอเวอร์โดยถือหุ้นเกินสัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียน GULF ต้องช้อนเก็บหุ้น KBANK เพิ่มอีกประมาณ 354 ล้านหุ้น คำนวณจากราคาหุ้น KBANK ที่ 200 บาท จะต้องใช้เงินถึงประมาณ 70,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับเงินที่ต้องเตรียมเพื่อทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ หรือการจัดทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ
แม้ไม่ได้ถือหุ้นใหญ่สุดจนควบคุมอำนาจการบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ แต่สัดส่วนการถือหุ้นเกิน 10% ของทุนจดทะเบียน มากเกินพอที่จะทำให้นายสารัชถ์กุมชะตาของ KBANK ได้ในทางอ้อม และสามารถสอดส่องการบริหารงานภายในได้อย่างใกล้ชิด แม้จะยืนอยู่ภายนอกก็ตาม
เชื่อว่า การกำหนดนโยบายหรือแผนทางธุรกิจของ KBANK ฝ่ายบริหารธนาคารอาจต้องยกหูโทรศัพท์ขอคำปรึกษาแนะนำ หรืออาจติดต่อขอเข้าพบเพื่อรายงานแผนงานให้นายสารัชถ์รับทราบ
นายสารัชถ์อยู่ในฐานะที่มีสิทธิ สอดส่อง ติดตาม ตรวจสอบการบริหารงานของ KBANK ได้โดยชอบธรรม เพราะสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 10% ของ GULF หมายถึงเงินลงทุนก้อนมหึมาจำนวนกว่า 47,000 ล้านบาท และหมายถึงส่วนได้ส่วนเสียของผู้ถือหุ้น GULF จำนวนทั้งสิ้นกว่า 72,000 ราย
ส่วนผู้ถือหุ้น KBANK จำนวนกว่า 72,000 ราย พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะจะมีนายสารัชถ์ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์แทนผู้ถือหุ้น KBANK ทั้งหมด
ไม่แปลกใจว่า ทำไมหุ้น KBANK จึงวิ่งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และส่งผลจิตวิทยาสะท้อนกลับมาที่หุ้น GULF ซึ่งกำลังสร้างจุดสูงสุดใหม่เป็นรายวัน
บารมีของ “เสี่ยกลาง” หรือ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” กำลังเบ่งบานสุดขีด เข้าหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้นวิ่งระเบิดเถิดเทิง ราคาหุ้น KBANK ที่วิ่งไม่หยุดตอกย้ำบารมีของเสี่ยกลางในตลาดหุ้น


