นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวสูงถึง 2.5% และทั้งปี 68 เติบโตได้ 2.4% ว่า ตัวเลขดังกล่าวออกมาดีกว่าคาดการณ์ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มแน่นอน และพ้นจากหล่มอย่างเป็นทางการแล้ว จากความเชื่อมั่นของภาคประชาชน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวถึง 3.3% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1-3/68 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.5% เท่านั้น และอีกตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญมากและมีการเติบโตอย่างโดดเด่น คือ การลงทุนรวม ซึ่งขยายตัวถึง 8.1% สูงสุดในรอบที่ผ่านมา โดยหลักเป็นผลมาจากการเร่งผลักดันการลงทุนของรัฐบาลตามแนวทางกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และการลงทุนถือเป็นการวางแผนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตด้วย
"การลงทุน เป็นตัวสำคัญในบรรดาตัวเลขเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์ประกาศออกมาทั้งหมด ตัวที่ผมดีใจที่สุด คือ ตัวเลขการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่ได้รับความสนใจมากนักในช่วงที่ผ่านมา แต่เราเร่งเรื่องนี้อย่างมาก สะท้อนจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายซึ่งขยายตัวได้ถึง 13% ตรงนี้ดึงให้เอกชนลงทุนตาม จนขยายตัวที่ 6% จากปกติการลงทุนภาคเอกชนโตอยู่ที่ 2-3% เท่านั้น เมื่อรัฐเป็นตัวนำ เอกชนก็จะลงทุนตาม ถ้าเมื่อไรที่เอกชนเครื่องติดแล้ว การลงทุนภาครัฐ จึงจะค่อยถอยออกมาได้" นายเอกนิติ กล่าว
เดินหน้ากระตุ้นลงทุนภาคเอกชน ปลดล็อกอุปสรรคทำธุรกิจ
พร้อมระบุว่า กระทรวงการคลัง จะเร่งผลักดันเรื่องการลงทุนภาคเอกชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎระเบียบต่าง ๆ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งให้เม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณบวกมากขึ้นให้ไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้นกว่าคาดการณ์
ส่วนแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2% นั้น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่า หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นในภาคเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างรวดเร็ว การเร่งผลักดันการลงทุนให้เติบโตได้อย่างแข่งแกร่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ 3%+ ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ที่สะท้อนว่ามาตรการ Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาวกระจายตัว ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"ตัวเลขที่ออกมาตอนนี้ เป็นกำลังใจให้กับทีมทำงานด้านเศรษฐกิจทุกคน ที่สามารถงัดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่มได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยากขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนไทยทุกคนที่มีความมั่นใจ และช่วยกันงัดรถยนต์เศรษฐกิจของไทยให้ออกจากหล่มอย่างแน่นอน และอย่างเป็นทางการ ตัวเลขจีดีพี 2.4% ในปี 2568 หากไปดูตัวเลขเม็ดเงินรายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ของไทยในขณะนี้เกือบแตะ 19 ล้านล้านบาทแล้ว ดีกว่าคาดการณ์ถึง 3 แสนล้านบาท นี่คือเม็ดเงินที่หมุนในระบบเศรษฐกิจ และเป็นตัวสะท้อนรายได้ของประชาชนในไตรมาส 4/2568 ที่ดีขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว
"หมอเอก" พอใจ พาเศรษฐกิจไทยพ้น ICU
ส่วนประเด็นที่ไทยถูกขนานนามว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" นั้น นายเอกนิติ ยอมรับว่า ยังมีปัจจัยท้าทายที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ และเป็นโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจ นั่นคือ การขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาวิ่งต่อและเติบโตได้ดียิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายยังคงมุ่งมั่น สามัคคีร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง
โดยขณะนี้รัฐบาลได้เตรียมจะยกระดับรถยนต์เศรษฐกิจของไทยให้วิ่งเร็วขึ้นแล้ว แต่ยังต้องรอความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยยังยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ ภายใต้การยึดมั่นในหลักวินัยการคลัง ที่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ
"ในฐานะหมอเอก เรารู้แล้วว่า ตอนนี้เราสามารถเอาคนป่วยออกจากห้อง ICU ได้แล้ว แต่โจทย์หลังจากนี้ คือ จะทำอย่างไรให้คนป่วยคนนี้กลับมาเข้มแข็ง และแข็งแรงได้อีกครั้ง ทุกคนรู้ว่าเราจะต้องออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้พร้อมกลับมาวิ่งต่อได้ ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญมาก ๆ โดยโจทย์หินของปีนี้ คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่พูดแบบนี้ เพราะมันเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เราต้องวางแผนเตรียมรับมือให้ดี" นายเอกนิติ ระบุ
ส่วนความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืนนั้น รองนายกฯ และรมว.คลัง ยืนยันว่า จะมีการดำเนินการอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ต้องรอดูความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลใหม่อีกครั้ง หากรัฐบาลมีนโยบายที่แน่นอนออกมาแล้ว กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรีบดำเนินการในทันที


