ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกเปิดปี พ.ศ. 2569 ด้วยแรงกระแทกหนัก มูลค่าตลาดรวมหดตัว 10% เหลือ 2.86 ล้านล้านดอลลาร์ บิทคอยน์ดิ่ง 9.96% ขณะที่อีเธอเรียมร่วงแรงถึง 17.41% สะท้อนกระแสนักลงทุนลดความเสี่ยง หันไปสะสมทองคำที่พุ่งแรง 74% ในรอบปี แม้สภาพคล่องยังคงอยู่ในระบบ ปริมาณซื้อขายลดเพียง 0.52% บ่งชี้ตลาดอยู่ในช่วงปรับฐานเชิงกลยุทธ์มากกว่าวิกฤตโครงสร้าง ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือจังหวะทดสอบวินัยนักลงทุนระยะยาว ก่อนเข้าสู่วัฏจักรใหม่
ตลาดโลกหดตัว 10% แต่สภาพคล่องยังแกร่ง
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์คริปโตเคอร์เรนซีชี้ว่า มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกปัจจุบันอยู่ที่ 2.86 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 10.02% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับการปรับตัวลงของสินทรัพย์หลักในกลุ่ม Top 5 ที่กดดันพอร์ตนักลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังทรงตัวที่ระดับ 218.727 พันล้านดอลลาร์ ลดลงเพียง 0.52% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าแม้ราคาจะปรับลง แต่กระแสเงินยังหมุนเวียนอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ตลาดทุนมองว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนประเด็นสำคัญ 2 มิติ ได้แก่
ประการแรก การที่ราคาปรับลงแรงกว่าปริมาณซื้อขาย บ่งชี้ว่าเป็นแรงขายเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่การแตกตื่นเทขายแบบไร้ทิศทาง
ประการที่สอง สภาพคล่องยังคงอยู่ในระบบ ยืนยันว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดสภาพคล่องที่มักเป็นสัญญาณเตือนวิกฤตครั้งใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี่เป็น "การถอยตั้งหลักเชิงกลยุทธ์" มากกว่าการพังทลายของโครงสร้างตลาด โดยบิทคอยน์ยึด Dominance 54.97% แต่แรงซื้อยังอ่อนแรง
บิทคอยน์ (BTC) เหรียญหลักรับแรงกดดัน
- ราคาปัจจุบัน: 2,480,754.58 บาท
- เปลี่ยนแปลง 1 เดือน: -9.96%
- Market Dominance: 54.97%
- ปริมาณซื้อขายเฉลี่ย: 40.56 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดีบิทคอยน์ยังคงรักษาสัดส่วนการครองตลาดไว้ได้เหนือ 54% แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังยึดถือ BTC เป็นแกนหลักของพอร์ตในช่วงความผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงเกือบ 10% ภายในเดือนเดียว สะท้อนแรงกดดันจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและแรงขายทำกำไรหลังจากที่ราคาปรับขึ้นมาก่อนหน้า
นักวิเคราะห์ชี้ว่าถึงแม้บิทคอยน์จะยังเป็นที่พึ่งของนักลงทุนในภาวะวิกฤต แต่การขาดแรงซื้อรองรับที่ชัดเจนทำให้ราคายังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมายืนหลักได้อย่างมั่นคง
อีเธอเรียม (ETH) ร่วงหนักกว่าบิทคอยน์
- ราคาปัจจุบัน: 77,150.68 บาท
- เปลี่ยนแปลง 1 เดือน: -17.41%
- Market Dominance: 10.33%
- ปริมาณซื้อขายเฉลี่ย: 23.65 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดีอีเธอเรียมปรับตัวลงรุนแรงกว่าบิทคอยน์อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง และบ่งชี้ว่านักลงทุนยังขาดความมั่นใจใน narrative เชิงระบบนิเวศที่เคยผลักดันราคาในรอบก่อนหน้า
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอีเธอเรียมกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับเครือข่ายบล็อกเชนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและค่าธรรมเนียมต่ำกว่า ประกอบกับความชะลอตัวของกิจกรรมบน DeFi และ NFT
เหรียญอันดับต้นๆ ปรับตัวลงทั่วบอร์ด
- BNB: 24,626.85 บาท (-9.39%)
- XRP: 51.92 บาท (-10.37%)
- USDT: 31.52 บาท (+0.27%)
นอกจากนี้จุดที่น่าสังเกตคือ ปริมาณซื้อขายของ USDT สูงถึง 89.25 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน มากกว่าบิทคอยน์และอีเธอเรียมรวมกันในบางช่วงเวลา สะท้อนกระแสนักลงทุนที่เลือก "จอดเงินสดรอจังหวะ" อย่างชัดเจน แทนที่จะถอนเงินออกจากระบบทันที
ทองคำพุ่งแรงทะยาน 74% ขณะคริปโตติดลบ YoY
เมื่อพิจารณาผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี จะเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดทุนโลกอย่างชัดเจน
- Gold: +74.89%
- MSCI Emerging Market: +39.76%
- MSCI Asia: +32.99%
- MSCI World: +18.01%
- BNB: +14.69%
- SET Index: +0.85%
- บิทคอยน์: -23.42%
- อีเธอเรียม: -27.14%
ทั้งนี้ในช่วงที่ทองคำกลายเป็นดาวดวงใหม่ของตลาดโลก ด้วยผลตอบแทนเกือบ 75% ตอบรับกระแสความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ สินทรัพย์ดิจิทัลกลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงกระแส "สินทรัพย์ปลอดภัย" ที่หันไปหาทองคำแทนบิทคอยน์ในระยะสั้น
นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของราคา แต่เป็นการปรับสมดุลความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่หันกลับไปพึ่งพาสินทรัพย์แบบดั้งเดิมในช่วงที่ความผันผวนสูง
ตลาดไทยหดตัว นักลงทุนหาย แต่เทรดเดอร์ยังอยู่
ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. รายงานข้อมูลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยว่า
- มูลค่าทรัพย์สินรวม: 7.39 หมื่นล้านบาท (-7.15%)
- มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน: 1.82 พันล้านบาท (+6.62%)
- จำนวนบัญชีที่ใช้งาน (Active): 1.40 แสนบัญชี (-7.34%)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ จำนวนนักลงทุนรายย่อยลดลง แต่กลุ่มที่ยังคงอยู่ในตลาดมีความเคลื่อนไหวและปริมาณการซื้อขายสูงขึ้น
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนที่มีวินัยและประสบการณ์ มากกว่าการตัดสินใจด้วยอารมณ์ของนักเก็งกำไรรายย่อย ซึ่งเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงตลาดที่มีคุณภาพมากขึ้น


