เมื่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัว การเติบโตแผ่วเพียงราว 1–2% “สมรภูมิของ SME” จึงยิ่งดุเดือดขึ้นทุกวัน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ใครจะไปได้ไกล…แต่คือ ใครแข็งแกร่งพอจะอยู่รอด และก้าวข้ามจากธุรกิจเล็ก สู่การเป็นบริษัทที่เติบโตได้จริงในวันข้างหน้า ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่แค่กำลังใจ หากคือแนวทางที่ชัดเจน ไอเดียที่ต่อยอดได้ และบทเรียนจากคนที่ “เคยผ่านจุดยาก” มาก่อน เพื่อจุดประกายความฝันให้เดินต่อ และเปลี่ยนความหวังให้กลายเป็นแผนที่จับต้องได้ Bitkub จึงคัดสรรผู้ประกอบการที่โดดเด่น มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในงาน Bitkub Summit 2025 มหกรรมความรู้แห่งปีที่รวมไว้ครบทั้งเรื่องการลงทุน สุขภาพ และเทคโนโลยีในที่เดียว พร้อมให้รับชมย้อนหลังผ่าน…ได้แล้ววันนี้
ความชอบจุดประกายความฝันจุดเริ่มต้น SME
คุณเฟิร์น (นัทธมน พิศาลกิจวนิช) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ "สุกี้ตี๋น้อย บอกถึงมุมมองก่อนจะมาเป็นสุกี้ตี๋น้อยในทุกวันนี้ ที่ต้องฝ่าฟันในธุรกิจอาหาร และแฟรนไชส์ระดับโลกว่า เธอเห็นช่องว่างของตลาดตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อนว่าจะทำอะไรที่เข้าถึงได้ง่าย และไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ ซึ่งตอนนั้น “สุกี้” ยังไม่เดือดเหมือนปัจจุบันแนวคิดหลักตอนเริ่มทำ คืออยากทำธุรกิจที่ขยายสเกลได้หรือเติบโตได้จึงเลือก “ราคา 199” ที่คนเข้าถึงง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ แล้วทำให้ “เหนือกว่าที่มีอยู่ในตอนนั้น”
“การทานสุกี้ในห้าง ราคาอาจจะสูง มันไม่ได้เป็นอะไรที่เข้าถึงง่าย มันต้องเป็นโอกาสพิเศษ เรามองว่า 199 บาท เนี่ยมันตอบโจทย์ผู้บริโภคไม่ต้องคิดเยอะไม่ต้องรอโอกาสพิเศษก็สามารถเข้าใช้บริการได้” ส่วนมุมมองต่อการเติบโตวันนี้ยังคงเดินหน้าต่อ ถึงแม้ตอนเริ่มไม่ได้คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้ แต่ตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่า ต้องสเกลได้และยิ่งใหญ่ และถึงวันนี้ “ยังไม่พอ” เพราะธุรกิจหยุดไม่ได้ เหตุผลที่ต้องไปต่อไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือความรับผิดชอบที่มากกว่าความฝันส่วนตัว เพราะมีพนักงานกว่า 9,000 คน ต้องดูแลความมั่นคงและอนาคตของคนในองค์กร
พีช–พชร ความฝันเด็กอ้วนสู่ Potato Corner
พีช–พชร จิราธิวัฒน์ กับบทบาทเจ้าของแบรนด์และผู้ร่วมก่อตั้ง Potato Corner Thailand เล่าว่า ถ้าย้อนกลับไปตอนเริ่มมันไม่ได้มีภาพใหญ่โตอยู่ในหัวเลยไม่ได้เริ่มด้วยคำว่า “ต้องทำให้เป็นธุรกิจพันล้าน แต่เริ่มด้วยคำง่าย ๆ มากกว่า…คือ “ความชอบ” และความฝันของเด็กอ้วน อยากมีร้านอาหารก็เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยประถม ก่อนถูกพับเก็บไว้ในชีวิตที่ต้องโต ต้องเรียน ต้องทำงาน “จริง ๆ ของผมถ้าจะให้เล่าตอนเริ่ม เราไม่ได้มองว่าเราอยากจะทำอะไรที่มันเป็นเอนเตอร์ไพรส์บิสเนสขนาดนั้น ตอนเริ่มต้น ผมแค่เริ่มมันมาจากแพชชั่นโปรเจกต์แหละครับ” พอเข้ามหาวิทยาลัย เรียนสายธุรกิจ มีเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน วันหนึ่งเพื่อนชวนว่า “เราน่าจะหาอะไรทำด้วยกันนะ” ถ้าเป็นวัยรุ่นทั่วไป อาจตั้งวงดนตรีแต่เพื่อนเขาเล่นดนตรีไม่เป็น สุดท้ายเลยกลายเป็นการชวนกันแบบบ้าน ๆ “งั้นลองเปิดร้านอาหารไหม” และนั่นคือจุดเริ่มที่แท้จริงไม่ใช่การกระโดดลงมาพร้อมสูตรสำเร็จแต่เป็นการลองทำ ลองล้ม ลองเจ็บ พีทบอกว่าเขาเทสต์หลายโมเดลมาก่อนจะมาเป็น Potato Corner
อิสรภาพทางการเงิน เริ่มจากสิ่งที่ถนัด เส้นทางผู้ก่อตั้ง iHAVECPU
เปา-พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร iHAVECPU จุดเริ่มต้นของผมไม่ได้เท่ ไม่ได้สวยหรูอะไรเลยเริ่มต้นคำเดียว…อยากรวยครับ อยากมีตังค์ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน ผมก็เหมือนทุกคนในห้องนี่แหละ แค่อยากหลุดจากคำว่า “เงินไม่พอ” คำถามถัดไปมันก็คือ แล้วจะทำยังไง เรามีเครื่องมืออะไร เราถนัดอะไร? ผมก็เลยย้อนกลับไปดูตัวเองตอนเด็ก ๆ ว่าชอบอะไร ผมเป็นคนชอบประกอบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เด็ก งั้นก็เริ่มจากสิ่งนั้นเลยครับ ประกอบคอมฯ แล้วก็ขาย ยุคนั้นตลาดคอมพิวเตอร์มันเป็นแบบ ถ้าจะซื้อคอมฯ ต้องไปเลือกชิ้นส่วนเอง แต่ผมมองว่า “คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเลือกเป็นชิ้น” เขาอยากได้คอมฯ ที่พร้อมใช้ทันที เอากลับบ้าน เปิดเครื่อง เล่นเกมได้เลย ผมเลยทำเหมือนบริการแบบสำเร็จรูป ประกอบให้เสร็จ เซ็ตให้พร้อม ใช้งานได้จริง ผมว่าเราขายความสะดวกตรงนั้นครับ
Lone Wolf จากพนักงานประจำสู่ผู้ก่อตั้ง MizuMi
คุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ ผู้ก่อตั้งและ CEO แบรนด์สกินแคร์ชื่อดัง MizuMi (มิซูมิ) เล่าว่าเคยทำงานประจำมาก่อน มีเงินเดือนและเส้นทางอาชีพที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่ได้รู้สึกว่าใช่สำหรับตัวเอง เป็นคนชอบคิดนอกกรอบ ชอบสร้างคอนเซ็ปต์ และอึดอัดกับวัฒนธรรมองค์กร การประชุม การต้องพูดตามลำดับชั้น
เราเป็นแนว “Lone Wolf” ที่เหมาะกับการออกมาทำเอง เป็นผู้ประกอบการ เพราะเป็นคนชอบสังเกตชีวิตประจำวัน ชอบคิดไอเดียว่า “ถ้ามีสินค้าแบบนี้มาแก้ปัญหาตรงนั้นได้ก็คงดี” จนเกิดความชัดเจนว่าอยากออกมาทำธุรกิจเอง ทำไมลงเอยที่ “สกินแคร์” เมื่อออกมาแล้วถามตัวเองว่า “อินกับอะไรที่สุด และทำได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ จนพบว่าชอบสกินแคร์ เพราะเป็นคนผิวแพ้ง่าย และชอบรีเสิร์ช อ่านส่วนผสมต่าง ๆ จากจุดเริ่มต้นและเส้นทางที่ขรุขระจนมาถึงทุกวันนี้แนวทางการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง และอะไรคือสิ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจ
เปา iHAVECPU บอกถึงเรื่องนี้ว่า ธุรกิจคอมพิวเตอร์ มันเป็น Red Ocean แข่งกันเดือดมาก ๆ ทุกคนขายของคล้ายกัน ราคาใกล้กัน สุดท้ายมันไม่ได้ชนะกันที่ “ถูกกว่า” อย่างเดียว ผมเลยเลือกไปเพิ่มแอดแวลูให้ลูกค้า ทั้งโปรโมชัน รีวิว คอนเทนต์ ให้เขารู้สึกว่าได้มากกว่า คุ้มกว่า ต่อให้แพงกว่านิดหน่อยสองสามร้อยก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่ผมขายจริง ๆ คือ “ความเชื่อมั่น” มันตีราคาเป็นตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ แต่มันทำให้คน “ยอมจ่ายเพิ่ม” ได้ เหมือนตัดผม…หัวละร้อยก็มี หัวละพันก็มี แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าหัวละสองพันแล้วออกมาดี หล่อ มั่นใจ คนก็ยอมจ่าย ผมเลยโฟกัสทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่าจ่ายมากขึ้นแล้วสบายใจ มั่นใจ และไม่ต้องเสี่ยง
“ผมทำแบบต้นทุนเงินต่ำ แต่ใช้แรงกับความคิดสูง ลงทุนด้วยตัวเอง ทดลองเร็ว ปรับเร็ว อะไรเวิร์กทำต่อ อะไรไม่เวิร์กหยุด ที่สำคัญคือต้องวิเคราะห์คู่แข่งดูว่าเขาขาดอะไร แล้วเติมสิ่งนั้นให้เราเด่นขึ้นมา แบบนี้แหละครับ “ทางรอดใน Red Ocean” ของผม”
ขณะที่ พีช–พชร บอกว่า ของแบรนด์ที่เรานำมา
ต่อให้เป็นแฟรนไชส์ระดับโลกหรือมี “คู่มือ” ไกด์ไลน์จากโกลบอลที่ชัดมาก ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แต่พอเอาเข้ามาเมืองไทย ผมว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่พิเศษจริง ๆ เพราะเทสต์คนไทยยูนิคมาก วิธีการกิน วิธีเลือกความอร่อย มันไม่เหมือนที่อื่น เราเลยต้อง “โลคอลไลซ์” หนักมาก ไม่ใช่แค่แปลภาษา หรือปรับนิดหน่อยนะครับมันต้องลงไปถึงเนื้อในของโปรดักต์เลย กว่าจะลงตัว เราใช้เวลาทำ R&D เทสต์สูตรกันนานประมาณ “ปีครึ่ง” ลองแล้วลองอีก เพราะเราค้นพบว่าคนไทยมีวิธีกินและวิธีเทสต์ที่ต่างจากประเทศอื่นจริง ๆ ถ้าไม่เทสต์จริง ไม่เจ็บจริง มันจะไม่รู้ว่าอะไรเวิร์กกับตลาดนี้
“ผมชอบเปรียบเทียบว่า “ทุกคนแย่งกระเป๋าตังค์ใบเดียวกัน” ดังนั้นหลายอย่างเราต้องทำเองแบบอินเฮาส์ ทั้งฝั่ง R&D และฝั่งมาร์เก็ตติ้ง แคมเปญก็ต้องเป็นสไตล์ไทย ๆ ที่อเกรสซีฟกว่าแนวโกลบอล เพราะถ้าเราทำตามเพลย์บุ๊กเดิมแบบเป๊ะ ๆ มันไม่พอจะสู้ในสนามนี้ และถึงแม้เราจะต้องครีเอทีฟอยู่ในกรอบนะครับ มีลิมิต มีเส้นที่ห้ามข้าม แต่ผมกลับมองว่า “ข้อจำกัด” นี่แหละที่ทำให้ครีเอทีฟเกิดง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยเรามีจุดเริ่มต้นที่ชัด รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แล้วที่เหลือคือใช้ความคิดทั้งหมด “เสก” ให้ออกมาดีที่สุดภายในกรอบนั้น“
AI เทคโนโลยีทางลัดที่ไม่ได้มาแทนคน
“เฟิร์น”สุกี้ตี๋น้อยบอกถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าพูดเรื่องร้านอาหารนะคะ เฟิร์นเชื่ออย่างหนึ่งเลยว่า… ‘คน’ ยังเป็นหัวใจของหน้าร้านอยู่ดี แต่คำถามคือ แล้ว AI กับเทคโนโลยีช่วยเราได้ตรงไหน? เฟิร์นมองว่ามันช่วย ‘หลังบ้าน’ ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องปิดความเสี่ยง เพราะร้านอาหารมีจุดอ่อนที่เกิดช่องโหว่ได้ง่าย ทั้งเรื่องความผิดพลาดและเรื่องทุจริต เราเลยใช้ระบบหลังบ้าน เช่น AI Camera ช่วยนับจำนวนคน แล้วเอาไปแมตช์กับข้อมูลใน POS ถ้าตัวเลขไม่ตรง ระบบก็จะเตือนขึ้นมาเลยว่า “มีอะไรผิดปกติ” อันนี้มันช่วยลดความเสี่ยงและข้อผิดพลาดได้จริง และเหตุผลหลักที่เราต้องพึ่งเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะเราขยายสาขาเร็วมากค่ะ แผนมันถี่จนเกือบจะเปิดกันทุกสัปดาห์ ถ้าหลังบ้านต้องเพิ่มคนแบบ 1 คนต่อ 1 สาขา มันไปไม่ทันแน่นอน เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีช่วยให้ทีมเล็กลง แต่ทำงานได้มากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น และผิดพลาดน้อยลง
เฟิร์นไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีมันถูกกว่าเสมอไปนะคะ บางทีค่าแรงไทยยังถูกกว่าเทคโนโลยีด้วยซ้ำ แต่ ‘ความคุ้ม’ มันอยู่ที่ความเร็ว ความแม่นยำ และการลดงานรูทีนที่พลาดง่าย เช่น PO การสั่งซื้อ การรับสินค้า งานคลังที่ต้องคลิกซ้ำ ๆ ทุกวัน สรุปในมุมเฟิร์นคือ AI ไม่ได้มาแทนคนค่ะ แต่มาเสริมให้กองทัพเราแข็งแรงขึ้น ทำให้เราขยายสาขาได้มีประสิทธิภาพขึ้น และสุดท้ายทีมเราก็ต้องเรียนรู้ ต้องปรับใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ให้ได้ค่ะ”
ด้าน “หนุ่ย” MizuMi บอกถึงเรื่องนนี้ว่า
ของมิซึมินี่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมากแต่หลายคนอาจเห็นแค่สิ่งที่อยู่หน้าฉากก่อน คือฝั่งมาร์เก็ตติ้งงานภาพ งานกราฟิก งานดีไซน์ AI ช่วยทีมได้เยอะจริง ๆ ทำให้ทำงานลีนขึ้น คุ้มขึ้น และสำคัญคือ ‘สร้างครีเอชั่นใหม่’ ได้เร็วขึ้น มันทันคนรุ่นใหม่ ทัน Gen Z มากขึ้น แต่จริง ๆ AI ของ MizuMi ไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่คนเห็นนะคะ หลังบ้านก็สำคัญมาก เพราะเราเป็นแบรนด์ที่ขายออนไลน์เยอะ และเราทำเอง 100% ทั้งแพ็ก ทั้งส่ง ทั้งเซอร์วิส สเกลมันโตเร็วมาก จากที่เมื่อก่อนส่งได้ประมาณวันละพันออเดอร์ วันนี้เราขึ้นมารองรับระดับ ‘หลักแสนออเดอร์ต่อเดือน’ ได้แล้ว พอปริมาณมันใหญ่ขนาดนี้ เราต้องใช้ AI ช่วยคิดระบบให้ส่งเร็ว ตั้งสถานีหยิบแพ็กให้มีประสิทธิภาพ วาง Workflow ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม เช่น Fast Shipping ว่าถ้าเราทำโปรแบบนี้ แพ็กกิ้งลิสต์ควรออกมายังไง ต้องจัดไลน์ยังไงถึงจะทำได้ไวที่สุด
ทั้งหมดเป็นมุมมองบางส่วนจากผู้ประกอบการที่ผ่านอุปสรรคและเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอและยุคที่ผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องกุมขมับ สมรภูมิ SME จึงไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครเริ่มก่อนหรือฝันใหญ่แค่ไหน แต่คือ ใครมองช่องว่างได้ไว ปรับให้เข้ากับลูกค้าได้จริง และสร้างระบบให้โตต่อได้มากกว่า


