นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง เลขานุการบริษัท บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกรณีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารตามแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ โดยบริษัทกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)(GULF)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นของธนาคารโดยบริษัทฯและบุคคลตามมาตรา 258 เปลี่ยนแปลงไปดังนี้ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบุคคลตามมาตรา 258 ได้แก่ 1.บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)จำนวนหุ้น 235,805,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 10.0298 จากเดิมที่ 119,149,900 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 5.0288 2.นางนลินี รัตนาวะดี จำนวนหุ้น123,030 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.0052 จากเดิมที่ 123,030 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.0051 รวมทั้ง 2 รายการดังกล่าวาเท่ากับ 235,928,030 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 10.0351 จากเดิมที่ 119,272,930 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 5.0340
ด้านบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF)แจ้งว่า ตามที่บริษัทฯได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งหุ้นในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)และประกาศของธนาคาร ที่สอ. 005/2569 เรื่องรายงานการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารปรากฏตามแบบรายงานการได้มาหรือจ าหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) นั้น บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า บริษัทฯ ไม่ได้มีการติดต่อหรือประสานงานกับธนาคารในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างการบริหารงาน หรือการจัดการของธนาคารแต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ธนาคารได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว
ทั้งนี้ บริษัทฯตระหนักในหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดีและธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในเรื่องกระบวนการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหาร ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือการบริหารจัดการของธนาคาร เนื่องจากการกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการและฝ่ายบริหารของธนาคารอันเป็นไปตามหลักปฏิบัติทั่วไปและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯปัจจุบัน
บริษัทฯในฐานะผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของธนาคาร ได้รับข้อมูลผลการดำเนินงานและข้อมูลอื่น ๆ จากฝ่ายบริหารและฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกับผู้ถือหุ้นรายอื่นอย่างเท่าเทียมกัน ในโอกาสที่ได้พบปะและหารือกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และในการนี้บริษัทฯ ได้สะท้อนความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งยังมีความท้าทายจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งเสนอแนะให้ฝ่ายบริหารดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม รวมถึงบริหารสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นของธนาคารโดยรวม
ทั้งนี้ บริษัทฯ จะพิจารณาใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้นที่มีอยู่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของธนาคาร ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เป็นสำคัญ


