นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 เป็นโต 1.5-2.5% จากเดิมคาดโต 1.2-2.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน (3) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ (4) ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตรทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จะขยายตัวได้ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวได้ 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง -0.3 ถึง 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 2.4% ของ GDP โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในหมวดภาคบริการ ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มชะลอลงจากฐานการบริโภคในปี 68 ที่ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัว 1.2% ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำ ทั้งในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี
2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัว 1.8% โดย (1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 1.9% และ (2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากปี 68 ตามการลดลงของเม็ดเงินเบิกจ่ายงบประมาณที่เหลือภายใต้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง หลังจากมีการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มากกว่าที่คาดการณ์
3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัว 2.0% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ -0.3% ตามการผ่อนคลายของมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35 ล้านคน โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนราว 4.7 ล้านคน ประมาณการรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
1. ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า ความยืดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกต่างในการดำเนินนโยบายการเงิน ความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทานกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าไฮเทค ความเสี่ยงจากการปรับฐานราคาในตลาดทุน และความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะในระดับสูง จนส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังมีจำกัด
2. หนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
3. ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศสำคัญเริ่มมีการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่มีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เช่น เหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย และซีเมนต์
4. เงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมถึงการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่สำคัญ
พร้อมกันนี้ สภาพัฒน์ ยังแนะถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปีนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ
1. การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว เพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุน ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/68 ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่สำคัญ ๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเร่งรัดกระบวนการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ
รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะ และลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนการลงทุน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว และกำหนดแนวทางในการปรับลดรายจ่ายประจำโดยเฉพาะการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น
ตลอดจนการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และลดต้นทุนดำเนินงาน อันเป็นภาระงบประมาณ อาทิ การพิจารณายุบหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน การควบคุมการเพิ่มอัตราตำแหน่งใหม่ การเกษียณก่อนกำหนด เป็นต้น ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบภาษี และปรับลดรายการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น
2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ
- การเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งรัดการดำเนินโครงการ โดยกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว
- การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง โรงงาน และผังเมือง รวมทั้งพัฒนาแนวทางในการเร่งรัดข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลงทุนเพื่อร่นระยะเวลาในการเริ่มก่อสร้างให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
- การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับการลงทุนที่รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการส่งเสริมพลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด
- การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุน ไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local value added) อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี การฝึกอบรมแรงงาน และการตั้งศูนย์วิจัยหรือทดสอบในประเทศ
- การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture) และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า และห่วงโซ่การผลิตโลก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิต ให้ขยายการผลิตภายในประเทศ
- การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ
3. การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะเดียวกัน จะต้องสร้างความรับรู้ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและบริหารจัดการภาระต้นทุนภาษีนำเข้า และค่าธรรมเนียมได้อย่างถูกต้อง
ตลอดจนยกระดับการตรวจสอบ และเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of origin) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าที่มาจากแหล่งกำเนิดอื่น รวมทั้งเร่งการส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content) ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs และการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจด้วย
4. การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดย (1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การประชุมและการจัดงานสัมมนา (MICE) (2) การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว (3) การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ (4) การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการจัดทำแผนรองรับปัญหาฝุ่น PM2.5 และปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นรูปธรรม และ (5) การเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง
5. การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดยสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้ และปิดจบหนี้ตามมาตรการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transformation loan) ตลอดจนการดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของสถาบันการเงิน ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ รวมทั้งการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป
เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวด้วยว่า การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 เติบโตเกินคาดที่ 2.5% นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีมายังเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัยที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดใหม่ และมาตรการของภาครัฐที่จะออกมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสมมติฐานว่าการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 จะเป็นโมฆะนั้น นายดนุชา กล่าวว่า คงทำให้การดำเนินการต่าง ๆ ต้องชะลอออกไปจากแผน แต่มองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังสามารถรักษาการได้ต่อ แต่ก็คงต้องขึ้นกับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการด้วยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เห็นว่าหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะไม่ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของปี 2570 ต้องล่าช้าออกไป
"หากมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการเข้ามาบริหารประเทศได้เต็มรูปแบบก็อาจจะต้องใช้เวลา แต่ถ้าทำได้เร็ว คืออย่างช้าไม่เกินเม.ย. ก็จะทำให้การจัดทำงบปี 70 ไม่ช้าไปมาก อาจจะช้าแค่ 2 เดือน แต่หากตั้งรัฐบาลช้าไปกว่านั้น ก็จะส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณปี 70 ที่ต้องล่าช้าออกไป และกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ" เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ
นายดนุชา ยังให้ความเห็นต่อการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังของไทยด้วยว่า ควรจะต้องมีการประสานสอดคล้องกัน แต่ทั้งนี้การทำนโยบายการเงินก็ต้องมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย เพราะเมื่อเศรษฐกิจเกิดปัญหา มาตรการทางการเงินจะเป็นสิ่งแรกที่ต้องนำมาใช้ก่อน เพราะจะเห็นผลต่อเศรษฐกิจได้เร็วกว่ามาตรการทางการคลัง ซึ่งหากในปีนี้ทั้งมาตรการทางการเงิน และมาตรการทางการคลังสามารถไปด้วยกันได้ดี ก็จะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย
"หากมีการประสานงานกันได้ก็ดี แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะไปลดทอนความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน" นายดนุชา ระบุ


