นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ฟันด์โฟวล์ต่างชาติมีแนวโน้มออกจากหุ้น "เติบโต" ไหลเข้าหุ้น "คุณค่า" ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันยังซื้อขาย PER ต่ำกว่าหุ้นโลก (MSCI All-Country World) และหุ้นเอเชีย (MSCI Asia ex Japan) ต่ำสุดในรอบ 16 ปี
ความชัดเจนการเมืองในประเทศ หนุนแรงซื้อต่างชาติเข้าหุ้นไทยแล้วถึง 4.6 หมื่นล้านบาทจากต้นปี โดยเดือนก.พ. เดือนเดียวเข้าถึง 4.2 หมื่นล้านบาท หรือ ราว 6.8% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมดต่อเดือน เทียบเฉลี่ยที่ซื้อราว 2% ต่อเดือน นับเป็นการซื้อสูงสุดตั้งแต่ช่วงหลังโควิด สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศยังเร่งตัวหลัง Geopolitical risk index ของทั้งสหรัฐฯ รัสเซียและจีน ทำจุดสูงสุดในรอบ 7 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันยังทรงตัวได้ แม้อุปสงค์อ่อนแอ ยังหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต่อเนื่อง
อีกทั้งโมเมนตัมนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเร่งตัวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดเร่งตัวต่อเนื่องในช่วงตรุษจีนกลางก.พ. หลังเริ่มเห็นสายการบินจีนเปลี่ยนจากญี่ปุ่นมาไทยเพิ่มขึ้น หนุนตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรง +13.6% จากต้นปี และกระจายตัวมากขึ้น (broad-based) พร้อมโครงสร้างตลาด (market breadth) ที่แข็งแกร่ง หลังสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
แต่ระยะสั้น ตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) บวกความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้น ทำให้ตลาดมีโอกาสเริ่มชะลอความร้อนแรง และอาจเห็นเม็ดเงินเริ่มหมุนมาหุ้น laggard-ขนาดกลางมากขึ้น หลัง Valuation gap ของ SET50 เทียบ SSET กว้างสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ market breadth ของกลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (SSET) เริ่มปรับตัวดีขึ้น สัดส่วนจำนวนหุ้นที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
สำหรับภาพระยะยาว หากการจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น ยังมอง SET ปรับตัวขึ้นต่อ ประเมิน SET target ปลายปี 2026 ที่ 1500 อิง PER ที่ค่าเฉลี่ย 10 ปี หลังผลการเลือกตั้งสะท้อนเสถียรภาพรัฐบาลที่ดีกว่าคาด ทำให้การผลักดันนโยบายราบรื่น ลดความเสี่ยงสุญญากาศทางการเมือง และจำกัดความเสี่ยงงบประมาณปี 70 ล่าช้า
กลยุทธ์การลงทุน เน้นหุ้น Laggard 10 บริษัท ที่ 1) ราคาต่ำกว่ามูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), 2) มีปันผลลดเสี่ยงราว >2.5%, 3) ความเสี่ยงกำไรต่ำ ไม่ถูกปรับลดประมาณการอย่างมีนัยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในแง่รายได้ และกำไรได้แก่ PR9, PLANB, BBIK, SYNEX, HMPRO, BDMS, CPALL, CRC, BGRIM, GPSC


