ต่างชาติเชื่อผู้ทีมบริหารประเทศไทย ดึงความเชื่อมั่นไหลกลับจากเม็ดเงินลงทุนที่แห่เข้ามา หลังมีความชัดเจนในการเลือกตั้งและเริ่มเห็นภาพรัฐบาลใหม่ จนมองหาหุ้นในกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากเมกะโปรเจกต์ ขณะที่สถาบันไทย จับตาระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากล่าช้าเกินไป อาจกลายเป็นชนวนกดดันดัชนีต่ำกว่า 1,350 จุด
สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลับมาคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความชัดเจนทางการเมืองและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสการปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลก
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในรอบสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในทิศทาง "ขาขึ้น" อย่างโดดเด่น โดยดัชนี SET สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,400 จุด ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบสัปดาห์บริเวณ 1,440-1,443 จุด ก่อนจะมีการพักฐานเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ กลับมาอยู่ที่ 1,430.41 จุด
ปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดคือ ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ความเชื่อมั่นของนักลงทุนฟื้นตัวขึ้นทันทีเมื่อเห็นภาพการรวมตัวของพรรคการเมืองที่ชัดเจน โดยเฉพาะการประชุมร่วมของพรรคร่วมรัฐบาลครั้งแรกที่ทำให้ตลาดมองเห็นเสถียรภาพทางการเมืองในระยะสั้น ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ "Election Rally" ที่ผลักดันราคาหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ (Big Cap) ให้ปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า
Fund Flow ไหลกลับในวันที่เทคฯสหรัฐฯ ถูกขาย
ในขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปเผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Growth Stocks) เนื่องจากความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนโยบายกำแพงภาษี ตลาดหุ้นไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายของการ Rotation (การสลับกลุ่มลงทุน) โดยนักลงทุนต่างชาติมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีมูลค่าหุ้น (Valuation) น่าสนใจและมีความเป็นหุ้นกลุ่ม Value สูง
เห็นได้จากในรอบสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วง 4 วันทำการที่ผ่านมา ยอดซื้อสะสมพุ่งสูงกว่า 40,000 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลุดระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์
กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา ได้แก่ กลุ่มขนส่งและท่องเที่ยว (AOT) เนื่องจากเชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แม้ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดจะมีการหดตัวของรายได้ดิวตี้ฟรีบ้าง แต่การประกาศเตรียมปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ในช่วงกลางปี เป็นปัจจัยบวกที่นักลงทุนให้ความสนใจ
ถัดมากลุ่มพลังงานและไฟฟ้า (GULF, PTT) มีแรงซื้อเก็งกำไรรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ในพื้นที่ EEC และกลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL) พบว่าเคลื่อนไหวคึกคักรับแนวโน้มการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มนิ่ง
อย่างไรก็ตามแม้ตลาดจะปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 90 จุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์เริ่มเตือนถึงภาวะ "ซื้อมากเกินไป" (Overbought) ในเชิงเทคนิค ซึ่งอาจทำให้เห็นการพักฐานในสัปดาห์ถัดไป โดยมีปัจจัยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดอลลาร์และฟันด์โฟลว์ในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการประกาศ GDP ของไทยเพื่อยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจจริงแข็งแกร่งพอจะรองรับการพุ่งขึ้นของดัชนีหุ้นได้หรือไม่ และประเด็นการเมือง โดยเฉพาะการร้องเรียนผลการเลือกตั้งและขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
USมองความหวังใหม่บนฐานเดิม
สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กำลังเป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยเฉพาะสถาบันการเงินจากสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมองเห็นโอกาสท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทย หลังทราบผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างชาติมองบวกต่อ "เสถียรภาพทางการเมือง" คือกุญแจสำคัญ
นั่นทำให้สำนักข่าวและสถาบันวิจัยระดับโลกอย่าง Bloomberg, Morningstar (อ้างอิงข้อมูลจาก Dow Jones) และ Capital Economics ได้ออกบทวิเคราะห์ที่สอดคล้องกันว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่ฉุดรั้งตลาดมานานหลายปี
นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ระบุว่า หากรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของแกนนำเดิมสามารถสร้าง "เสถียรภาพทางการเมือง" ให้เกิดขึ้นได้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวก ที่สำคัญสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในแง่ของความต่อเนื่องทางนโยบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนฝั่งสหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุดในการประเมินความเสี่ยงระดับประเทศ
ขณะที่รายงานจาก Morningstar ชี้ให้เห็นว่า ดัชนี SET ที่พุ่งทะยานกว่า 4% ในช่วงต้นสัปดาห์หลังการเลือกตั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่า "ภาพทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้นจะดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้ไหลกลับ" หลังจากที่ตลาดไทยเผชิญกับเงินทุนไหลออกต่อเนื่องในช่วงปี 2568 โดยนักวิเคราะห์จากสหรัฐฯ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศเริ่มแนะนำให้ปรับพอร์ตจากการถือหุ้นกลุ่มตั้งรับ (Defensive) เข้าสู่หุ้นกลุ่มที่เติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยวและอุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม J.P. Morgan และนักเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐฯ ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวัง (Cautiously Optimistic) โดยระบุว่าบททดสอบที่แท้จริงของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ได้แก่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของการบริโภคในประเทศ ,การแข่งขันจากสินค้าจีน ที่กดดันภาคการผลิตและส่งออกของไทย และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทรัมป์ ที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน
นั่นทำให้ในมุมมองของนักลงทุนสหรัฐฯ ตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือ "ความหวังใหม่บนฐานของความเสี่ยงเดิม" สภาพคล่องที่ไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่ม Big Cap จนวอลุ่มเทรดทะลุแสนล้านบาท สะท้อนว่าความชัดเจนทางการเมืองได้ปลดล็อก "Discount" ที่เคยมีต่อหุ้นไทยลงแล้ว แต่ความยั่งยืนของขาขึ้นครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันงบประมาณได้รวดเร็วเพียงใด
ยุโรปมองข้ามหุ้นใหญ่ไปหุ้นรับนโยบาย
สำหรับฝั่งยุโรป นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำเริ่มมีการปรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงกุมภาพันธ์ 2569 ในทิศทางที่ "เปิดรับความเสี่ยง" (Risk-on) มากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากความชัดเจนของขั้วการเมืองหลังการเลือกตั้งที่ออกมามีเสถียรภาพเกินความคาดหมาย
นักวิเคราะห์จากฝั่งยุโรป เช่น UBS (สวิตเซอร์แลนด์) และ Amundi (ฝรั่งเศส) รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีฐานในยุโรป ได้เริ่มส่งสัญญาณว่าประเทศไทยอาจกำลังหลุดพ้นจากช่วง "สุญญากาศทางการเมือง" ที่ลากยาวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568
เริ่มที่ Amundi บลจ. ยักษ์ใหญ่ของยุโรป ระบุในรายงานแนวโน้มปี 2569 ว่าโลกกำลังอยู่ในยุค "Controlled Disorder" หรือภาวะระเบียบโลกที่วุ่นวายแต่ยังควบคุมได้ สำหรับประเทศไทยนั้น การที่พรรคแกนนำเดิม (ภูมิใจไทย) สามารถกวาดที่นั่งและจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดได้ ถือเป็นการปิดความเสี่ยงเรื่องความขัดแย้งเชิงนโยบาย (Policy Drift) ซึ่งนักลงทุนยุโรปมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อการตัดสินใจลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
สอดคล้องกับมุมมองของ Tisco Securities (ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิจัยระดับสากล) และสำนักข่าวเศรษฐกิจฝั่งยุโรป รายงานว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมองประเทศไทยเป็น "Safe Haven" ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เนื่องจากมีมูลค่าหุ้น (PE Ratio) ที่ยังค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 11-12 เท่า) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดยนักวิเคราะห์ยุโรปหลายรายเริ่มปรับคาดการณ์เป้าหมายดัชนี SET ขึ้นสู่ระดับ 1,500 จุด ภายในสิ้นปี 2569 นี้
ทำให้เริ่มมองข้ามหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ไปยังหุ้นกลุ่มที่มีการเติบโตเฉพาะตัว (Selective Risk) โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) เพื่อรับกระแสการย้ายฐานการผลิต (Reshoring) หนีความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี รับการลงทุน Data Center และ AI ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนทางภาษีจากรัฐบาลชุดใหม่ และกลุ่มการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นธีมหลักที่พรรคร่วมรัฐบาลเน้นย้ำในช่วงการหาเสียง
แต่แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่ S&P Global (ที่มีการวิเคราะห์เจาะลึกในตลาดยุโรปและเอเชีย) ยังคงให้เกรดความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ Stable (BBB+) โดยเตือนว่า "หนี้ครัวเรือน" และ "การเข้าสู่สังคมสูงวัย" ของไทยยังคงเป็นปัจจัยถ่วงในระยะยาว (Structural Headwinds) ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อความยั่งยืนของตลาดทุน
เอเชียเล็กกลุ่มนิคมและขนส่ง
ส่วนฟากเอเชีย ทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีมุมมองที่น่าสนใจและ "มีเลเยอร์" มากขึ้นเมื่อผ่านพ้นวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพวกเขามองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจทำให้ไทยหลุดพ้นจาก "ทศวรรษที่สูญหาย" หากนโยบายเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนอย่างถูกจุด
นักวิเคราะห์จาก DBS Group Research ได้ขยายความว่า ความโดดเด่นของไทยในรอบสัปดาห์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขดัชนี แต่คือการ "ลดค่าความเสี่ยง" โดยสิงคโปร์มองว่าผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยนำโด่งและจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ช่วยลบภาพความวุ่นวายที่นักลงทุนเคยกลัวในช่วงปี 2566-2568 (ที่มีการเปลี่ยนนายกฯ ถึง 3 คน) ทำให้คาดการณ์ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะทำได้ราบรื่นขึ้น ซึ่งเป็น "หัวใจหลัก" ที่จะพยุง GDP ไทยให้โตได้เกิน 2% ในปีหน้า ท่ามกลางมรสุมภาษีจากสหรัฐฯ
ขณะที่นักวิเคราะห์จากญี่ปุ่นมองไทยในบริบทของ "China Plus One" ที่ชัดเจนขึ้น โดย Nomura เน้นย้ำว่า หุ้นไทยกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์กำลังกลายเป็นเป้าหมายของเงินทุนญี่ปุ่นอีกครั้ง เพราะความชัดเจนทางการเมืองทำให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของนโยบายสนับสนุน EEC หมดไป
แต่ HSBC จะมีมุมมองที่ระมัดระวังกว่าเพื่อน (Cautionary Note) โดยมองว่าหุ้นไทยอาจจะยัง "ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า" (Underperform) เมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างอินเดียหรือญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็ยอมรับว่า Valuation ของไทยที่ระดับ P/E ประมาณ 12-15 เท่านั้น ถือว่า "ถูกจนน่าสนใจ" สำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นปันผล พร้อมกับชี้ว่ากลุ่มธนาคารและค้าปลีกของไทยจะฟื้นตัวได้แรงที่สุด หากรัฐบาลใหม่สามารถแก้ปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ได้ตามที่หาเสียงไว้
บลจ.ไทยจับตามาตรการเศรษฐกิจ
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ให้มุมมองว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก โดยประเด็นหลักคือ ความท้าทายหลังจากนี้คือ "ความเร็ว" ของรัฐบาลใหม่ในการออกมาตรการเศรษฐกิจ ซึ่งหากทำได้รวดเร็ว จะเป็นแรงส่งให้ดัชนีมีโอกาสไปต่อ
ขณะที่ บลจ.ทิสโก้ มองว่าแม้ดัชนีจะพุ่งแรง แต่การเลือกหุ้น (Selective Buy) ยังมีความสำคัญ โดยให้เน้นหุ้นที่มี Dividend Yield สูงที่ระดับ 4-5% เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง (Defensive) โดยแนะนำกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี (AI) เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เข้าสู่ภาคการผลิตและ Data Center
บล.จับตาระยะเวลาตั้งรัฐบาล
ล่าสุดบล.กสิกรไทย ออกรายงานกลยุทธ์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยชูประเด็น "Expectation over Election" หรือความคาดหวังที่เหนือกว่าเพียงแค่ผลคะแนนการเลือกตั้ง โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์จาก 3 ปัจจัยบวกที่หนุนนำดัชนีในขณะนี้ ได้แก่ Fund Flow ที่มาพร้อมความชัดเจน หลังจากกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามาตั้งแต่ช่วงกลางมกราคม และมีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่องหลังผลเลือกตั้งชัดเจน โดยคาดการณ์ยอดซื้อสุทธิสะสมอาจพุ่งถึง 40,000 ล้านบาทในระยะสั้น หากการฟอร์มทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่มีบุคคลที่ "ตลาดเชื่อมือ" เข้ามาดำรงตำแหน่ง
ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่าภาพรวมการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวชัดเจนที่สุดในรอบ 13 เดือน โดยเฉพาะอานิสงส์จากเทศกาลตรุษจีนที่ฐานต่ำในปีที่ผ่านมา จะเป็นตัวช่วยพยุงกำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) ไม่ให้ถูกปรับลดลงไปมากกว่านี้ และนโยบายประชานิยมที่สนับสนุนการบริโภค แม้จะมีข้อกังวลเรื่องวินัยการคลัง แต่มองว่ามาตรการกระตุ้นการบริโภคและการเพิ่มรายได้ข้าราชการที่พรรคแกนนำหาเสียงไว้ จะเป็นแรงส่งระยะสั้นให้กับหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์
ด้าน บล.บัวหลวง นำเสนอมุมมองที่เน้นเรื่อง "Timing" ของการจัดตั้งรัฐบาลเป็นสำคัญ โดยมีการวางสถานการณ์ ที่ส่งผลต่อเป้าหมายดัชนี SET ไว้อย่างชัดเจน ว่ากรณีจัดตั้งรัฐบาลเร็ว (ภายในพฤษภาคม 2569) บัวหลวงคงเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,440 จุด โดยมองว่าความรวดเร็วจะช่วยให้งบประมาณปี 2570 ไม่สะดุด และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) สามารถเดินหน้าได้ทันที
ส่วนกรณีจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า (เกิน 3 เดือนขึ้นไป) หากเกิดภาวะสูญญากาศทางการเมือง เป้าหมายดัชนีจะถูกหั่นลงเหลือเพียง 1,350 จุด ทันที เนื่องจากความกังวลเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าจะกระทบต่อ GDP จึงแนะนำให้ "เลือกหุ้นรายตัว" (Selective Buy) ที่มีปัจจัยพื้นฐานเฉพาะตัวแข็งแกร่ง และแนะนำให้สะสม "หุ้นปันผลสูง" เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่รอความชัดเจนจากการจัดตั้ง ครม.
กล่าวได้ว่า ทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศ มีความเชื่อมั่นต่อ “การเมืองไทย”มากขึ้น ว่ากลุ่มแกนนำเดิมจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งเชื่อว่าจะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเร็วๆนี้ จนเริ่มมองข้ามหุ้นขนาดใหญ่ไปสู่หุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากโครงการขนาดใหญ่อย่างนิคมอุตสาหกาม และกลุ่มโลจิสติกส์ และเทคโนโลยี แต่ยังกังวลต่อความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจล่าช้าจนเกินไปและเป็นผลให้ดัชนีหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง


