ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังสรุป ผลการพิจารณาทบทวนเวลาการซื้อขายหุ้น ตามที่บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์เรียกร้อง ขอกลับไปซื้อขายหุ้นความกำหนดเวลาเดิม เนื่องจากไม่เห็นประโยชน์จากการขยายเวลาซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่โบรกเกอร์ต้องแบกภาระต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ขยายเวลาการซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นอีกครึ่งชั่วโมง โดยการซื้อขายภาคเช้า จะเริ่มต้นเวลา 10.00 น.ถึง 12.30 น. และการซื้อขายภาคบ่าย จะเริ่มเวลา 14.00 น.จนถึงเวลา 16.30 น. จากเดิม 14.30 น.-17.00 น. ซึ่งจะทำให้เวลาซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน
เป้าหมายคือ ยกระดับมาตรฐานของตลาดหุ้นไทยให้เป็นสากล และการเพิ่มมูลค่าการซื้อขายหุ้น ตามเวลาซื้อขายที่เพิ่มขึ้น
แต่การขยายเวลาซื้อขายหุ้นที่เริ่มใช้มาเกือบ 2 ปี ไม่ปรากฏผลว่า เวลาที่เพิ่มขึ้นอีกวันละ 30 นาที ส่งผลดีใด ๆ ต่อมูลค่าการซื้อขาย ขณะที่โบรกเกอร์ทั้งระบบจำนวน 38 แห่ง ต้องใช้เวลาทำงานเพิ่มขึ้น และอาจมีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ผลตอบแทนที่ได้รับ ๆ ไม่คุ้มค่า
ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจึงมีเสียงเรียกร้องจากโบรกเกอร์ ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ทบทวนเวลาการซื้อขายหุ้น และกลับไปซื้อขายตามเวลาเดิมคือภาคเช้า ซื้อขายเวลา 10.30 น.- 12.30 น. และภาคบ่ายเปิดดารซื้อขายเวลา 14.30 น.- 16.30 น. ซึ่งดูเหมือนว่า ตลาดหลักทรัพย์ ฯ จะดำเนินการตามข้อเรียกร้องของโบรกเกอร์เสียด้วย
แต่คำถามคือ โบรกเกอร์ทั้งระบบรวม 38 แห่ง ยังจะยืนยันตามข้อเรียกร้อง ขอลดเวลาการซื้อขายหุ้นอยู่อีกหรือไม่ หรือเปลี่ยนใจ ขอยึดเวลาการซื้อขายตามที่ปรับใหม่ หรือเพิ่มเวลาเคาะซื้อขายอีกวันละ 30 นาทีตามที่ใช้กันอยู่
สาเหตุที่โบรกเกอร์ขอลดเวลาการซื่อขายหุ้นนั้น เป็นผลจากภาวะตลาดหุ้นที่ซบเซา มูลค่าการซื้อขายลดวูบเหลือวันละ 30,000 ล้านบาท หรือบางวันซื้อขายเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ ไปไม่รอดแน่ เจ๊งกันแทบทั้งระบบ เพราะราคาจากค่านายหน้าซื้อขายหุ้น ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงองค์กร
เวลาซื้อขายหุ้นที่เพิ่มอีกวันละ 30 นาที ในยามที่ตลาดหงอยสนิท กลายเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน เพราะแทบไม่มีงานให้ทำ คำสั่งซื้อขายหุ้นมีน้อยมาก
พนักงานโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ จึงได้แต่นั่งตบยุง ไม่ได้สาละวนวุ่นวายกับการรับคำสั่งซื้อขายของนักลงทนเหมือนช่วงภาวะตลาดบูม
อย่างไรก็ตาม หลังข้อเสนอการลดเวลาซื้อขายหุ้น บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นฟื้นคืนสู่ความคึกคัก มูลค่าซื้อขายที่เคยหงอยเหงา เคาะกันเพียงวันละ 2-3 หมื่นล้านบาท พุ่งขึ้นเป็นวันละ 6-7 หมื่นล้านบาท หรือบางวันเคาะซื้อขายกันสนั่นหวั่นไหววันละกว่า 1 แสนล้านบาท
ทุกนาทีของการซื้อขายหุ้น จึงมีค่าสำหรับโบรกเกอร์ เพราะหมายถึงคำสั่งซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้น และทำให้มีรายได้จากการค่านายหน้าซื้อขายหุ้นที่สูงขึ้น
ถ้าลดเวลาการซื้อขายหุ้นอีกวันละ 30 นาที มูลค่าการซื้อขายหุ้นอาจหดลงถึงวันละประมาณ 10,000 หมื่นล้านบาท ซึ่งโบรกเกอร์ทุกแห่งไม่ต้องการให้เกิดขึ้นแน่
ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ตลาดหลักทรัพย์จะสรุปผลพิจารณาทบทวนเวลาการซื้อขายหุ้นแล้ว และมีแนวโน้มที่จะตอบสนองข้อเสนอของโบรกเกอร์ โดยกลับไปซื้อขายตามกำหนดเวล่าเดิมที่ใช้กันมาหลายสิบปี
เปิดซื้อขายหุ้นภาคเช้า 10.00 น.-12.30น. และภาคบ่าย 14.30 น.-16.30 น. แต่ตลาดหลักทรัพย์ อาจขอถามความมั่นใจจากโบรกเกอร์เป็นครั้งสุดท้ายว่า ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิม จะลดเวลาซื้อขายวันละ 30 นาทีอยู่หรือไม่
คำตอบน่าจะประเมินกันได้ล่วงหน้า โบรกเกอร์ทั้ง 38 แห่งคงประสานเสียง โดยเปลี่ยนขอยกเลิกข้อเรียกร้องปรับเวลาการซื้อขายหุ้น
เพราะวันนี้ ทุกนาทีในตลาดหุ้นมีค่า ทุกนาทีที่เปิดการซื้อขาย หมายถึงรายได้ที่จะพุ่งเข้ามาสู่โบรกเกอร์ทุกแห่ง
ตลาดหุ้นที่ฟื้นคืนชีพ คึกคักสุดขีด เคาะซื้อขายกันสนั่นหวั่นไหวตลอดทั้งวัน พนักงานโบรกเกอร์ทั้งระบบไม่มีเวลานั่งตบยุ่งกันแล้ว
มีแต่เวลาที่ต้องทำเงิน เร่งส่งคำสั่งซื้อขายให้รวดเร็งทันใจลูกค้าเท่านั้น และอาจอยากเพิ่มเวลาเคาะซื้อขายหุ้น มากกว่าขอลดเวลาด้วยซ้ำ
ยามหุ้นคึก ทุกฝ่ายใจฟู ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่ยามหุ้นฟุบ ทุกฝ่ายอยู่ในสภาพซังกะตาย ทุกอย่างดูแย่ไปหมด แม้แต่เวลาซื้อขายหุ้นยังตกเป็นผู้ร้ายในสายตาโบรกเกอร์เสียอีก


