xs
xsm
sm
md
lg

ธนาคารสหรัฐฯ ค้าน OCC ออกใบอนุญาตคริปโต หวั่นเกิดช่องโหว่สั่นคลอนระบบการเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศึกชิงพื้นที่การเงินระอุ! สมาคมธนาคารอเมริกัน (ABA) เปิดหน้าชก สำนักงานบัญชีกลาง (OCC) ยื่นหนังสือด่วนจี้ "เหยียบเบรก" การออกใบอนุญาต National Trust Charter ให้บริษัทคริปโตฯ และ Stablecoin ทันที! อ้างกฎหมาย "GENIUS Act" ยังไม่นิ่ง ขืนปล่อยผ่านเสี่ยงเกิด "ช่องโหว่กฎระเบียบ" (Regulatory Arbitrage) ที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพระบบการเงินสหรัฐฯ ทั้งระบบ พร้อมขวางลำห้ามใช้คำว่า "ธนาคาร" หากไม่ได้ทำธุรกิจรับฝากเงินจริง

เบรกเกมเร็ว อย่าเพิ่งรีบถ้าระเบียบยังไม่เสร็จ

สมาคมธนาคารอเมริกัน (ABA) ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายแสดงความคิดเห็น (Comment Letter) ถึงสำนักงานบัญชีกลาง (OCC) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาที่แข็งกร้าวและชัดเจน คือต้องการให้หน่วยงานกำกับดูแล "ชะลอความเร็ว" ในการพิจารณาใบอนุญาตประกอบธุรกิจทรัสต์ระดับชาติ (National Trust Bank Charters) สำหรับบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล

ข้ออ้างสำคัญของ ABA คือ ความไม่ชัดเจนของภูมิทัศน์ทางกฎหมาย โดยเฉพาะภายใต้ร่างกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for US Stablecoins (GENIUS) Act ที่ยังอยู่ระหว่างการวางกรอบปฏิบัติ ABA มองว่าการอนุมัติใบอนุญาตไปก่อนที่กฎหมายแม่บทจะสมบูรณ์ เปรียบเสมือนการ "ตีเช็คเปล่า" ที่มีความเสี่ยงสูง

ปิดประตูตีแมว กลัวเลี่ยงการตรวจสอบจาก SEC/CFTC

ประเด็นที่กลุ่มธนาคารกังวลที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่คือเรื่อง "ความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน" ABA เตือนว่าการให้ใบอนุญาต Trust Charter แก่บริษัทคริปโทฯ อาจถูกใช้เป็น "ทางลัด" เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มข้นจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) หรือ คณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (CFTC) กล่าวคือ บริษัทเหล่านี้อาจใช้สถานะ "National Trust" บังหน้าเพื่อทำกิจกรรมที่เข้าข่ายหลักทรัพย์หรืออนุพันธ์ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดเหมือนสถาบันการเงินดั้งเดิม ซึ่ง ABA มองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ธนาคารต่างๆ เรียกร้องต่อ OCC เกี่ยวกับใบอนุญาตธนาคารเพื่อการลงทุนด้านคริปโตเคอร์เรนซี แหล่งที่มา: ABA
ขีดเส้นตาย ห้ามใช้ชื่อ "Bank" สร้างความสับสน

นอกจากเรื่องกฎระเบียบ ABA ยังเรียกร้องให้ OCC เข้มงวดเรื่อง "การตั้งชื่อ" โดยเสนอว่าบริษัททรัสต์ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Limited-purpose trust banks) และไม่ได้ทำธุรกิจรับฝากเงินแบบดั้งเดิม "ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ใช้คำว่า Bank ในชื่อองค์กร" เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าเป็นธนาคารที่มีความมั่นคงและได้รับการคุ้มครองเงินฝากเหมือนธนาคารทั่วไป

สัญญาณเตือนหลังการอนุมัติล็อตใหญ่

การออกมาเคลื่อนไหวของ ABA ครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 2 เดือนหลังจากที่ OCC เพิ่งจะไฟเขียว (แบบมีเงื่อนไข) ให้กับ 5 บริษัทคริปโตฯ ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ BitGo, Fidelity Digital Assets, Ripple, First National Digital Currency และ Paxos เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568

การอนุมัติแบบรวดเร็วดังกล่าว ทำให้กลุ่มธนาคารดั้งเดิมนั่งไม่ติด เพราะเกรงว่าคู่แข่งหน้าใหม่เหล่านี้จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดด้วยต้นทุนทางกฎหมายที่ต่ำกว่า

สงคราม Stablecoin จับตา CLARITY Act

นอกจากการกดดัน OCC แล้ว ล็อบบี้ยิสต์กลุ่มธนาคารยังเดินสายกดดันสภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity (CLARITY) Act อีกทางหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นโมเดลธุรกิจของ Stablecoin ที่มีการจ่ายดอกเบี้ย (Yield-bearing Stablecoins) ซึ่งธนาคารมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำตัวเหมือน "เงินฝาก" แต่กลับไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงและการสำรองเงินทุนที่เข้มงวดเหมือนธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตามนี่คือการตรวจสอบถ่วงดุลข้อครั้งสำคัญระหว่าง "Old Money" และ "New Money" โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง OCC อยู่ตรงกลาง การที่ ABA ออกมาเบรกเกมแรงขนาดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามจากโลกคริปโตฯ ต่อระบบธนาคารดั้งเดิมนั้น เป็นเรื่องจริงและใกล้ตัวกว่าที่คิด และกฎหมาย GENIUS Act จะเป็นสมรภูมิแตกหักที่ตัดสินว่าใครจะเป็นผู้คุมกฎการเงินยุคต่อไป.