นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(12ก.พ.69)ที่ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.95-31.20 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 31.00-31.24 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ มากขึ้น หลังรายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม จะเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 แสนราย สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 6.6 หมื่นราย อีกทั้งอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.3% ดีกว่าคาดที่ระดับ 4.4% ส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และกดดันราคาทองคำ (XAUUSD) ให้ย่อตัวลง ตามการปรับลดความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสเพียง 12% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ จากราว 40% ในช่วงก่อนรับรู้ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของอังกฤษ ในไตรมาสที่ 4 ของ ปี 2025 รวมถึงข้อมูลยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดใช้ประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 89% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงข้อมูลยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) ในเดือนมกราคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในช่วงระหว่างวัน ตามอานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีแนวโน้มจำกัดลง แม้อาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นจนทดสอบหรือทะลุโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่จะยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ได้อย่างชัดเจน หลังเงินดอลลาร์อาจไม่ได้อ่อนค่าลงและมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ กับ อิหร่าน ที่ยังร้อนแรงอยู่นั้น แม้จะหนุนให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า (เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ) แต่ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งตราบใดที่ราคาทองคำยังมีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้น เงินบาทจะยังคงได้แรงหนุนอยู่บ้าง ช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้
นอกจากนี้ เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) อาจเริ่มพิจารณาขายทำกำไรสถานะดังกล่าว หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าหลุดจากโซนแนวรับดังกล่าวได้ ทำให้การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอย่างชัดเจน อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดต่อเนื่อง หรือตลาดการเงินเผชิญความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อีกครั้ง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อีกรอบ และหนุนให้ เงินบาทอาจสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในโซนต่ำกว่าระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้
และที่สำคัญ จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทจากปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้โมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) เราพบว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงมี Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 31 บาทต่อดอลลาร์ เช่นแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้เงินบาทมักจะกลับตัวอ่อนค่าลงในช่วงระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตามการประเมินข้อมูลสถิติในอดีต


