xs
xsm
sm
md
lg

จีนสั่งแบน Stablecoin อิงเงินหยวนทั่วโลก เปิดทางให้หยวนดิจิทัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปักกิ่งส่งสัญญาณแรง! ธนาคารกลางจีน (PBOC) ผนึก 7 หน่วยงานรัฐ ประกาศกร้าวห้ามออก Stablecoin อิงค่าเงินหยวนโดยไม่ได้รับอนุญาต "ไม่ว่าจะมุมไหนของโลก" อ้างกระทบอธิปไตยทางการเงิน พร้อมสั่งกวาดล้างโทเคนสินทรัพย์จริง (RWA) ที่โยงกับเงินหยวน หวังเคลียร์ทางสะดวกให้ “หยวนดิจิทัล” (e-CNY) ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง สวนกระแสเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกงและญี่ปุ่นที่กำลังเปิดกว้างรับกระแสโลก

ปักธงแดง "ห้ามเลียนแบบเงินหยวน"

ในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ยกระดับมาตรการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นไปอีกขั้น โดยพุ่งเป้าไปที่ Stablecoin หรือเหรียญคริปโตฯ ที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อื่น โดยเฉพาะที่ "อิงค่าเงินหยวน"

คำสั่งนี้ระบุชัดเจนว่า ห้ามบุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ ทั้งในและต่างประเทศ ออกเหรียญ Stablecoin ที่ผูกกับเงินหยวนโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงห้ามให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Tokenized Real-World Assets (เช่น พันธบัตรหรือหุ้นที่ถูกแปลงเป็นโทเคน) ที่อิงกับสกุลเงินของจีน โดยให้เหตุผลว่าสินทรัพย์เหล่านี้ "เลียนแบบฟังก์ชันของเงินตรา" ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของค่าเงินและคุกคามอธิปไตยทางการเงินของชาติ

ขณะที่ Winston Ma อดีตผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจีน ชี้ว่ากฎเหล็กนี้ครอบคลุมทั้งเงินหยวนในประเทศ (Onshore) และเงินหยวนในตลาดต่างประเทศ (Offshore Yuan - CNH) ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างไม่ให้ใครมาหากินกับค่าเงินหยวนนอกสายตาของรัฐบาล

ย้ำจุดยืนเดิม "คริปโตฯ คือสิ่งผิดกฎหมาย

ปักกิ่งยังคงยืนยันจุดยืนเดิมอันแข็งกร้าวว่า บิทคอยน์ และ Ether ไม่มีสถานะเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และการให้บริการหรืออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมสินทรัพย์เหล่านี้ถือเป็น "กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย" ตอกย้ำนโยบายกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2564

ดัน ‘หยวนดิจิทัล’ เต็มสูบ ขับเคลื่อนกลยุทธ์ Monopolize

นักวิเคราะห์มองว่า การไล่บี้ Stablecoin ภาคเอกชน คือการ "ถางทาง" เพื่อปูพรมแดงให้กับ e-CNY หรือ Digital Yuan ของธนาคารกลางจีน (CBDC) โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา จีนเพิ่งอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ "จ่ายดอกเบี้ย" ให้กับเงินที่ฝากไว้ในกระเป๋าเงิน e-CNY ได้ เพื่อจูงใจให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้เงินดิจิทัลของรัฐแทนที่จะเป็นของเอกชน เปลี่ยนสถานะจากแค่ "เงินสดดิจิทัล" ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทน

สวนทางเพื่อนบ้านและกระแสโลก

ความเคลื่อนไหวของจีนดูจะสวนทางกับเทรนด์โลกอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ญี่ปุ่นได้วางกรอบกฎหมาย Stablecoin ไปแล้วในปี 2566 ขณะที่ฮ่องกง กำลังเตรียมออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการในปีนี้ เพื่อหวังเป็นฮับสินทรัพย์ดิจิทัล

ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ในปี 2568 มูลค่าธุรกรรม Stablecoin ทั่วโลกพุ่งทะยานแตะ 33 ล้านล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 72%) โดยมี USDC และ USDT เป็นเจ้าตลาด การที่จีนเลือกปิดประตูตีแมวในครั้งนี้ จึงน่าจับตาว่าจะเป็นการปกป้องเสถียรภาพที่ยั่งยืน หรือจะเป็นการขังตัวเองไว้ในกำแพงท่ามกลางพายุการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนทิศ