เพื่อนบ้านขยับแล้ว! กระทรวงการคลังเวียดนามร่างกฎหมายใหม่ เตรียมจัดระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัลเทียบชั้น “หลักทรัพย์” เคาะเก็บภาษีเทรด 0.1% สำหรับรายย่อย ส่วนนิติบุคคลเจอภาษีกำไร 20% พร้อมงัดเกณฑ์คุมเข้มผู้ประกอบการศูนย์ซื้อขายฯ ต้องมีทุนจดทะเบียนมหาศาลถึง 10 ล้านล้านดอง (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) หวังคัดกรองเฉพาะตัวจริงเข้าสู่สนาม Sandbox
เหงียนจัดระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัล โมเดลเดียวกับตลาดหุ้น
เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดยร่างนโยบายล่าสุดจากกระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่า จะมีการนำโครงสร้างภาษีที่ใช้กับตลาดหลักทรัพย์มาประยุกต์ใช้กับตลาดคริปโทเคอร์เรนซี
1.นักลงทุนรายย่อย : จะถูกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 0.1% ของมูลค่าธุรกรรม (Transaction Value) ทุกครั้งที่มีการโอนย้ายหรือซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่เก็บจากการขายหุ้นในปัจจุบัน
2.นักลงทุนสถาบัน/นิติบุคคล : จะถูกคิดภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% จากกำไรสุทธิ (หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย)
อย่างไรก็ตามก็ยังมีข่าวดีเล็กๆอยู่บ้าง โดยรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขการโอนและซื้อขายคริปโต ฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อลดความซ้ำซ้อน
นิยามใหม่และการควบคุมที่เข้มข้น
ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้ให้คำนิยาม "สินทรัพย์คริปโตฯ" อย่างเป็นทางการว่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัส (Cryptography) ในการออก จัดเก็บ และยืนยันการโอน แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เกณฑ์การกำกับดูแลผู้ประกอบการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ถูกมองว่า "โหดหิน" จนแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับรายย่อย
กำแพงเงินทุนสูงลิ่ว 10 ล้านล้านดอง!
อย่างไรก็ตามในส่วนของประกอบการผู้ที่ต้องการเปิดเว็บเทรดคริปโต ฯ ในเวียดนามภายใต้โครงการนำร่อง (Pilot Program) จะต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (Charter Capital) ขั้นต่ำถึง 10 ล้านล้านดองเวียดนาม หรือประมาณ 408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.35 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่าข้อกำหนดในการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์บางแห่งเสียอีก นอกจากนี้ ยังจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ (Foreign Ownership) ไว้ที่ ไม่เกิน 49% เท่านั้น
โครงการนำร่อง 5 ปี เริ่มรับสมัครแล้ว แต่ยังไร้เงาผู้เล่น?
ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องระยะเวลา 5 ปี เพื่อสร้างตลาดคริปโตฯ ที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเริ่มเปิดรับสมัครผู้ประกอบการไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม (SSC) หวังจะดึงธุรกิจสีเทาให้เข้ามาอยู่ในระบบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนตุลาคม 2568 กระทรวงการคลังเวียดนามเคยยอมรับว่า "ยังไม่มีบริษัทใดยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ" สาเหตุหลักก็น่าจะมาจากเกณฑ์ด้านเงินทุนที่สูงลิบลิ่วและเงื่อนไขคุณสมบัติที่เข้มงวดเกินไปนั่นเอง
ทั้งนี้เวียดนามเลือกใช้ "ยาแรง" ในการจัดการกับตลาดคริปโตฯ โดยมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ต้องกำกับดูแลเข้มข้นเหมือนตลาดทุน แต่ด้วยกำแพงเงินทุนที่สูงเสียดฟ้า อาจทำให้มีเพียงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หรือสถาบันการเงินเดิมเท่านั้นที่สามารถกระโดดลงมาเล่นในเกมนี้ได้ ต้องจับตาดูว่าจะมีเอกชนรายใดกล้าทุ่มเงินหมื่นล้านเพื่อแลกกับใบอนุญาตใบแรกของเวียดนามหรือไม่


