xs
xsm
sm
md
lg

“ทองคำ”เหวี่ยงตามอารมณ์“ทรัมป์” เชื่อ ก.พ.ช่วงพักฐานก่อนทะยานต่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




 “มกราคม 69” เดือนแห่งประวัติศาสตร์ทองคำ จากจุดสูงสุดสู่การปรับฐานที่โลกต้องจารึก เมื่อปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 30% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจาก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการใช้ "กลยุทธ์กรีนแลนด์" ของ “ทรัมป์” กระตุ้นแรงซื้อ อีกทั้งความกังวลต่อว่าที่ประธานเฟดคนใหม่กลับมากดดันช่วงสุดท้ายของเดือน จนหักเหให้ราคาทองคำดิ่ง แถมระบบเทรดยังช่วยโหมกระหน่ำทั้งแรงซื้อ และแรงเทขายแบบโดมิโน โดยรวมกุมภาพันธ์เข้าสู่ช่วงพักฐาน เพื่อเตรียมทะยานต่อ  






เปิดศักราชปี 2569 มาเพียงเดือนเดียว วงการเศรษฐกิจและการลงทุนต้องเผชิญกับคลื่นความผันผวนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะ "ทองคำ" สินทรัพย์ปลอดภัยที่กลายเป็นศูนย์กลางของความแตกตื่นทั่วโลก เริ่มตั้งแต่ ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ต้นปีวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ระดับ 4,321.48 เหรียญต่อออนซ์ ก่อนจะทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 29 มกราคม ที่ระดับ 5,594.82 เหรียญ จนเกิดส่วนต่างสูงขึ้นถึง 1,273.34 เหรียญ หรือ 29.46%

ขณะที่ในฝั่งตลาดประเทศไทย ราคาทองคำแท่ง (96.5%) ขยับตัวตามกลไกตลาดโลกอย่างรุนแรง โดยเปิดตลาดต้นปี (1 ม.ค. 69) ที่ราคา 64,850 บาท และพุ่งทะยานไปแตะจุดสูงสุดในวันที่ 29 มกราคม ที่ราคา 81,950 บาท สร้างส่วนต่างสูงถึง 17,100 บาท ต่อบาททองคำ หรือ 26.37%

อย่างไรก็ตาม หลังจากสร้างประวัติศาสตร์ราคาที่ 8 หมื่นบาทได้เพียงไม่นาน ตลาดได้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในช่วง 2 วันสุดท้ายของเดือน (30-31 ม.ค. 69) จากแรงเทขายทำกำไรและปัจจัยทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ จนทำให้ทองคำโลก ร่วงลงจากจุดสูงสุดกว่า 712 เหรียญลงมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 4,883 เหรียญต่อออนซ์ ส่วนทองคำไทย เกิดสถิติการปรับราคาวันเดียวถึง 75 ครั้ง โดยราคาร่วงลงจากจุดสูงสุดเกือบ 8,000 บาท มาปิดรอบเดือนที่ราคา 74,200 บาท ในวันที่ 31 มกราคม

ทั้งนี้ ความผันผวนของราคาทองคำที่พุ่งขึ้นเกือบ 30% และร่วงลงอย่างรวดเร็วนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของนักเก็งกำไร แต่คือดัชนีชี้วัดความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ที่จำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในเดือนถัดไป


ปัจจัยที่ดันราคาทองคำพุ่ง



สำหรับการเรียบเรียงสาเหตุที่ราคาทองคำพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ในเดือนมกราคม 2569 ต้องมองภาพรวมที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนหลายมิติที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยปัจจัยหลักที่จุดชนวน เริ่มต้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในตะวันออกกลางและคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งสถานการณ์ความไม่แน่นอนเหล่านี้ได้กระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกสลัดทิ้งสินทรัพย์เสี่ยง แล้วเร่งเข้าถือครองทองคำในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) จนเกิดเป็นแรงซื้อสะสมมหาศาลที่ดันราคาให้ทะลุแนวต้านสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ โดยเฉพาะการประกาศนโยบายกำแพงภาษีที่เข้มงวดและการขาดดุลการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มวิตกกังวลต่อเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว และทำให้ทองคำถูกเลือกเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) จนส่งผลให้ทองคำโลกทะลุระดับจิตวิทยาที่ 5,000 เหรียญต่อออนซ์ ได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้

ส่วนในมิติของกลไกตลาดสมัยใหม่ ปรากฏการณ์ราคาที่พุ่งขึ้นกว่า 29% ภายในเดือนเดียวนี้ ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบการซื้อขายอัตโนมัติหรือ Algo Trading ที่ถูกตั้งเงื่อนไขให้เข้าซื้อเมื่อราคาเบรกผ่านจุดสำคัญ เมื่อราคาทองคำเริ่มไต่ระดับทำสถิติใหม่ (All-time High) ระบบเหล่านี้ได้ช่วยโหมกระหน่ำแรงซื้อตามน้ำ (Follow-buy) จนเกิดสภาวะ "Fear Of Missing Out" (FOMO) ในหมู่นักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ทำให้ราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและทองคำแท่งในประเทศไทยพุ่งทะยานอย่างไร้แรงต้าน จนกระทั่งไปแตะจุดสูงสุดที่ 81,950 บาท ก่อนจะเริ่มเกิดสัญญาณการกลับตัวเมื่อแรงซื้อเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงสิ้นเดือน


การกลับตัวแนวดิ่งของราคาทองคำ

หลังจากที่ราคาทองคำสร้างปรากฏการณ์ทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจนแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต่อจากนั้น ตลาดทองคำทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับสภาวะ "ดิ่งเหว" อย่างกะทันหัน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบลูกโซ่ที่เริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินระดับโลก

โดยมีชนวนเหตุที่สำคัญที่สุดคือการประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินอย่างรุนแรง ***เนื่องจากนายวอร์ชมีภาพลักษณ์ของ "สายเหยี่ยว" (Hawkish) ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ และมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจสูง ความคาดหวังของตลาดที่เคยเชื่อว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อเอาใจฝ่ายการเมืองจึงถูกทำลายลงทันที ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และกดดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์ให้มีราคาแพงขึ้น **

นอกจากนี้ ด้วยตลาดทองคำอยู่ในสภาวะ "กำไรล้นตลาด" (Overbought) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้การร่วงลงครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ โดยเมื่อราคาทองคำไทยพุ่งแตะระดับ 8 หมื่นบาท นักลงทุนรายใหญ่และสถาบันต่างมองว่าเป็นระดับราคาที่เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรขนานใหญ่ เพื่อล็อกกำไรที่สะสมมาตลอดเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะ "Liquidation Cascade" หรือการบังคับขายตามกลไกตลาดอัตโนมัติ เมื่อราคาหลุดระดับนัยสำคัญที่ 5,000 เหรียญต่อออนซ์ โดยระบบ Stop-loss ของกองทุนต่างๆ จึงทำงานต่อเนื่องกันเหมือนโดมิโน ทำให้ทองคำโลกและทองคำไทยร่วงลงอย่างรวดเร็วจนเกิดสถิติการปรับราคาวันเดียวถึง 75 ครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ราคาทองงคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมยังมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาในช่วงสิ้นเดือน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อยังคงมีความหนืด และไม่ลดลงง่ายๆ ปัจจัยนี้ทำให้ตลาดประเมินว่าดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด (Higher for Longer)




ย้อนการเคลื่อนไหวกลุ่มทุนใหญ่

สำหรับข้อมูลการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ครึ่งหลังของปี 2568 ถึงมกราคม 2569) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ "พยุง" และ "ผลักดัน" ราคาทองคำให้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยพฤติกรรมการซื้อทองคำของกลุ่มทุนใหญ่เปลี่ยนจาก "การซื้อสะสมแบบค่อยเป็นค่อยไป" เป็น "การเข้าซื้ออย่างมีนัยสำคัญและดุดัน" เริ่มที่ธนาคารกลางทั่วโลก ถือเป็นผู้เล่นที่เปลี่ยนเกม (โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย โปแลนด์ และตุรกี) ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเพื่อ "ลดการพึ่งพิงดอลลาร์สหรัฐ" (De-dollarization) เห็นได้จากปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิรวมกว่า 863 ตัน ทำให้เป็นปีแรกที่สัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลก "แซงหน้า" การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2539 และแม้ราคาทองจะพุ่งสูง แต่ธนาคารกลางกว่า 95% ยืนยันว่ามีแผนจะเพิ่มการถือครองทองคำต่อไปเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่ กองทุน ETF และนักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) นี่คือกลุ่มที่ทำให้ราคาทองคำในเดือนมกราคม 2569 ร้อนแรงที่สุด เพราะในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมาได้เห็น "เงินไหลเข้าสู่ ETF ทองคำอย่างมหาศาล" โดยในปี 2568 กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 8.9 หมื่นล้านเหรียญ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยไตรมาส 4/68 ถึง เฉพาะช่วงเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว มีเงินไหลเข้ากองทุน ETF กว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนในอเมริกาเหนือและเอเชียที่ตื่นตระหนกกับนโยบายภาษีและสงครามการค้าสิ่งเหล่านี้ สะท้อนว่า แม้ราคาทองคำจะแพง แต่พวกเขามองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในอนาคตยังมีอยู่มาก




รอบตัว “ทรัมป์”รวยทองคำ?

ส่วนประเด็นข่าวลือเรื่องครอบครัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงเดือนมกราคม 2569 โดยเฉพาะเมื่อนโยบายของเขาเป็นตัวขับเคลื่อนราคาทองคำโดยตรง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของครอบครัวประธานาธิบดี

ทั้งนี้ แม้จะมีข่าวลือเรื่องการกว้านซื้อทองคำแท่ง แต่ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสื่อเศรษฐกิจระดับโลก (เช่น Bloomberg และ Financial Times) พบว่าความมั่งคั่งของตระกูลทรัมป์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนรูปไปอย่างมาก ไม่ใช่แค่ทองคำ แต่คือคริปโตเคอร์เรนซีและแร่หายาก มีรายงานว่าสินทรัพย์กว่า 20% ของครอบครัว (มูลค่าราว 1.4 พันล้านดอลลาร์) ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของสกุลเงินดิจิทัลและโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" (Digital Gold) ที่พุ่งสูงขึ้นล้อไปกับราคาทองคำจริง

โดยนักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า นโยบาย "กำแพงภาษี" และการกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ย เป็นการสร้างสถานการณ์ที่บีบให้ตลาดต้องวิ่งเข้าหาทองคำ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของครอบครัวและกลุ่มทุนใกล้ชิด จนทำให้เมื่อปลายเดือนมกราคม สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ออกมาโจมตีเรื่องการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งส่วนตัวผ่านสินทรัพย์ที่ผันผวนตามนโยบายรัฐบาล
และนั่นทำให้นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทมองเรื่องนี้ด้วยสายตาที่ค่อนข้าง "ระมัดระวัง" และมองว่านี่คือสัญญาณของความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงินเดิม โดยมีการเตือนนักลงทุนรายย่อยเรื่องสภาวะ "ฟองสบู่ระยะสั้น" โดยเฉพาะเมื่อราคาถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวลือและการเก็งกำไรจากคนในครอบครัวผู้มีอำนาจ ซึ่งมักจะจบลงด้วยการเทขายอย่างรุนแรงเหมือนที่เห็นในช่วงสิ้นเดือนมกราคม



 อิหร่าน-กรีนแลนด์=กลยุทธ์?

สำหรับคำถามที่ว่าการ "บุกอิหร่าน" เป็นเพียงกลยุทธ์หรือไม่นั้น ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงการซ้อมรบหรือการข่มขวัญทางคำพูด แต่มันคือการใช้ "จิตวิทยาความมั่นคงเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" ที่ซับซ้อนมาก

เมื่อประธานาธิบดี “ทรัมป์” ส่งสัญญาณแรงถึงผู้ประท้วงในอิหร่านว่า "ออกมาเดินหน้าต่อ... ความช่วยเหลือกำลังเดินทางมา" (Help is on the way) ท่ามกลางรายงานผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามทะลุ 5,000 ราย ข้อความนี้ถูกตีความทันทีว่าสหรัฐฯ อาจใช้ปฏิบัติการทางทหารแบบ "Absolute Determination" (การโจมตีสายฟ้าแลบ) เหมือนที่เพิ่งทำในเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม โดยการเคลื่อนกองเรือรบและฝูงบิน F-35 เข้าปิดล้อมน่านน้ำอิหร่าน คือกลยุทธ์ "Maximum Pressure 2.0" ซึ่งในวันที่ 31 มกราคม 2569 อิหร่านก็ได้เริ่มส่งสัญญาณตอบรับการเจรจาเพื่อเลี่ยงการปะทะ

ส่วนสถานการณ์ “กรีนแลนด์” ไม่ได้เป็นเพียงหมากบนกระดานเพื่อดันราคาทองคำเล่นๆ แต่คือ "ยุทธศาสตร์ซ้อนยุทธศาสตร์" นั่นเพราะกรีนแลนด์คือที่ตั้งของแหล่งแร่หายาก (Rare Earths) ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและป้องกันประเทศของสหรัฐฯ การขู่ "บุก" หรือ "ผนวกดินแดน" ของทรัมป์ในเดือนมกราคม คือกลยุทธ์ "สกัดกั้นจีน" ไม่ให้เข้ามามีอิทธิพลในเหมืองแร่เหล่านี้ ความผันผวนของราคาทองคำที่เกิดขึ้นจึงเป็น "ผลพลอยได้" จากความตื่นตระหนกของตลาดที่มองว่าสหรัฐฯ กำลังเปิดศึกหลายด้าน ทั้งกับยุโรป (ผ่านกำแพงภาษี 25%) และกับชาติมหาอำนาจอื่นในอาร์กติก

ไม่เพียงเท่านี้ กลยุทธ์ "ซื้อหรือยึด" ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า อย่างรุนแรง โดยทรัมป์ใช้ประเด็นกรีนแลนด์มาเป็นเงื่อนไขในการกดดันให้กลุ่มประเทศยุโรปยอมรับนโยบายกำแพงภาษี และการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง NATO ใหม่ การที่ราคาทองคำพุ่งไปแตะระดับสูงสุดในวันที่ 29 มกราคม จึงเกิดจากความกังวลว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปอาจถึงจุดแตกหัก ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีมูลค่าสูงขึ้น


 กูรูสหรัฐฯเชื่อ ก.พ.แค่พักฐาน
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs มองว่า  ราคาทองคำในเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วง "Consolidation" หรือการพักฐาน หลังจากที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนมกราคม โดยมองว่าความผันผวนจะยังคงอยู่ แต่เป้าหมายระยะยาวในปี 2569 ได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปรับเป้าหมายขึ้นจาก 4,900 เหรียญเป็น 5,400 เหรียญ โดยให้เหตุผลว่าการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนเพื่อหนีความเสี่ยงทางนโยบายโลกจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก  

ขณะที่ J.P. Morgan ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกอย่างมาก (Bullish) ต่อทองคำในปี 2569 โดยมองว่าเหตุการณ์ในเดือนมกราคมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรขาขึ้นรอบใหญ่ ส่วนเดือนนี้ มองว่าการย่อตัวในช่วงปลายเดือนมกราคมคือ "การปรับฐานที่สุขภาพดี" (Healthy Pullback) เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดที่อยู่ในสภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) ในเดือนกุมภาพันธ์จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนที่พลาดรถรอบแรกในการเข้าสะสม

โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ ความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์จะยังคงเป็น "ยาโด๊ป" ให้ราคาทองคำพุ่งต่อ โดยคาดว่าราคาจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,055 เหรียญต่อออนซ์ ในปีนี้ และมีโอกาสแตะ 6,000 เหรียญภายในปี 2571

ส่วนนักวิเคราะห์ของ UBS มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคมไม่ใช่แค่ความผันผวนชั่วคราว แต่เป็น "การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก" โดยในเดือนกุมภาพันธ์ แม้ราคาจะมีการพักตัวหลังแตะระดับเกือบ 5,600 เหรียญ แต่ UBS แนะนำว่า "การย่อตัวคือโอกาสในการเข้าซื้อ" (Buy the Dip) โดยมองว่าความต้องการสินทรัพย์ถาวร (Hard Assets) กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย ทำให้ปรับเพิ่มเป้าหมายสำหรับไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 6,200 เหรียญต่อออนซ์ ไม่เพียงเท่านี้ยังประเมินว่า หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น ทองคำมีโอกาสพุ่งไปถึง 7,200 เหรียญ แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ราคาอาจปรับฐานลงมาอยู่ที่ระดับ 4,600 เหรียญ




ยุโรปให้ลุ้น6,000เหรียญในQแรก

ด้าน Deutsche Bank ได้ทำการปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำในปี 2569 ขึ้น โดยมองว่าทองคำกำลังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความเชื่อถือต่อระบบการเงินโลก ****ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ คาดว่าการพุ่งขึ้นของทองคำไม่ใช่แค่ความตื่นตระหนกชั่วคราว แต่เป็นการ "Re-pricing" หรือการตั้งราคาใหม่บนพื้นฐานของความไม่เชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์และสถาบันดั้งเดิม หลังจากที่ “ทรัมป์”เริ่มแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟดอย่างรุนแรง โดยมีเป้าหมายราคาที่ 6,000 เหรียญต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2569 *** โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ การที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์ (De-dollarization) คือแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งที่สุด

ขณะที่ Societe Generale สถาบันการเงินชั้นนำจากฝรั่งเศส ออกมาเตือนว่าทองคำคือสินทรัพย์เดียวที่จะให้ผลตอบแทนชนะสินทรัพย์อื่นในปีนี้ ส่วนกุมภาพันธ์นี้ มองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะ "Maniacal" หรือภาวะบ้าคลั่งในระยะสั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แม้อาจมีการปรับฐานราคาลงมาบ้าง แต่ทิศทางหลักยังคงเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยคาดว่าทองคำจะแตะ 6,000 เหรียญต่อออนซ์ ภายในไตรมาสแรกของปีนี้


 เอเชียจับตาจังหวะ “ย่อตัว”

สำหรับ OCBC Bank (สิงคโปร์) ได้ทำการปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ แม้ราคาจะมีความอ่อนไหวต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น แต่ทองคำได้เปลี่ยนสถานะจาก "สินทรัพย์ป้องกันวิกฤต" มาเป็น "สินทรัพย์ที่ต้องถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยงถาวร" ท่ามกลางหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 สู่ระดับ 5,600 เหรียญต่อออนซ์

ขณะที่ DBS Bank (ไต้หวัน/สิงคโปร์) ยังคงรักษาจุดยืนที่เป็นบวก (Bullish) ต่อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของทองคำในการป้องกันความเสี่ยงจากดอลลาร์ที่อาจอ่อนค่าลง ส่วนกุมภาพันธ์ มองว่าเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนรายย่อยและธนาคารกลางจะใช้จังหวะที่ราคา "ย่อตัว" จากจุดสูงสุดเพื่อเข้าซื้อเพิ่ม โดยมีเป้าหมายราคาในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 ไว้ที่ 4,450 เหรียญต่อออนซ์ และมีโอกาสขยับสูงขึ้นตามสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ



เมื่อทองคำไม่ใช่แค่ "หลุมหลบภัย"

บทเรียนจากความผันผวนอย่างบ้าคลั่งในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นิยามของทองคำในพอร์ตการลงทุนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ในตำราจะบอกว่าทองคำคือ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) ที่ควรมีติดตัวไว้ในยามวิกฤต แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่ราคาถูกขับเคลื่อนด้วย "คำพูด" ของผู้นำระดับโลกและ "อัลกอริทึม" ของกองทุนยักษ์ใหญ่ ทองคำได้กลายสภาพเป็น "สินทรัพย์เก็งกำไรเต็มตัว" ที่มีความเสี่ยงสูงไม่แพ้สินทรัพย์ดิจิทัล

สำหรับใครที่กำลังมองหาจังหวะกระโดดเข้าสู่ตลาดทองคำในช่วงนี้ "ความอดทน" คืออาวุธที่สำคัญที่สุด คุณต้องใจเย็นพอที่จะรอให้พายุแห่งอารมณ์ในตลาดสงบลงเพื่อหาจังหวะทำกำไรจากรอบใหญ่ การเข้าซื้อแบบไร้ยุทธศาสตร์เพียงเพราะกลัวตกรถ (FOMO) อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้แบกรับต้นทุนสูงสุดในกระดาน


กำลังโหลดความคิดเห็น