นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(4ก.พ.69)ที่ระดับ 31.66 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.54 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.50-31.80 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้านแถว 31.70 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.49-31.73 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลง ทว่าเงินบาทกลับเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำที่เริ่มมีนัยต่อเงินบาทอีกครั้ง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องราว 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำที่ทยอยลดลง (ประเมินจาก Correlation ในช่วง 30 วัน) จากเดิมเกิน 80% สู่ระดับราว 40% ล่าสุด นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันดิบ หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงคืนที่ผ่านมา จากสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กลับมาร้อนแรงขึ้น
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมกราคม หลัง รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่ตามกำหนดเดิมจะต้องรายงานในคืนวันศุกร์นี้ตามเวลาประเทศไทย ได้ถูกเลื่อนประกาศไปก่อน จนกว่าภาวะ US Government Shutdown จะคลี่คลายลง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนมกราคม รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หลังการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) จากจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมา ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้ทยอยไล่ราคาซื้อทองคำและโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวได้มีส่วนกดดันเงินบาท สะท้อนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาทที่ลดลงพอควร อย่างไรก็ดี หากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำไม่ได้เร่งตัวขึ้นและเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือ แกว่งตัว Sideways เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยขายทำกำไรทองคำ (หรือบางส่วนอาจทยอยลดสถานะขาดทุน) ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวจะพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสปรับตัวแข็งค่าขึ้นบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงานจากฝั่งเอกชน ไม่ว่าจะเป็น ADP หรือ Revelio และรายงานดัชนี ISM PMI ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ทว่า ความวุ่นวายของการเมืองสหรัฐฯ จากภาวะ Government Shutdown และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะที่จะขายเงินดอลลาร์ หรือเพิ่มสถานะ Short USD (Sell/Short on Rally) ซึ่งจะจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
โดยรวมเราประเมินว่า แม้เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมไล่ซื้อทองคำ และความเสี่ยงการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจจำกัดอยู่แถวโซนแนวต้าน 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทย ส่วนโซนแนวรับของเงินบาทยังคงอยู่แถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.30 บาทต่อดอลลาร์


