xs
xsm
sm
md
lg

นักลงทุนสถาบันเทขายคริปโต 1.7 พันล้านดอลลาร์ใน 7 วัน สะเทือนความเชื่อมั่นตลาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอยน์แชร์ส เปิดเผยข้อมูลสะเทือนตลาด หลังนักลงทุนสถาบันเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลวงเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ในเพียง 7 วัน กลับมือจากกระแสเงินไหลเข้าสะสมตั้งแต่ต้นปีเป็นการไหลออกสุทธิ 1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารร่วงหนักกว่า 73 พันล้านดอลลาร์จากจุดสูงสุดเดือนตุลาคม 2568 สะท้อนภาวะความเชื่อมั่นตกต่ำจากแรงขายของปลาวาฬตามวัฏจักร 4 ปี ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายเฟดที่ยังคลุมเครือ สหรัฐฯ นำทีมถอนทุนหนักที่สุด 1.65 พันล้านดอลลาร์ ส่วนบิตคอยน์โดนขายออกมากที่สุด 1.32 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยอีเธอเรียม 308 ล้านดอลลาร์

เม็ดเงินไหลออกจากตลาดคริปโตครั้งใหญ่

บริษัทวิเคราะห์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล คอยน์แชร์ส (CoinShares) เผยแพร่รายงานล่าสุดที่สร้างความตกใจให้แก่วงการคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อนักลงทุนสถาบันทั่วโลกเทขายสินทรัพย์คริปโตและบิทคอยน์รวมมูลค่าสูงถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ สะท้อนการหดตัวของความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

ตัวเลขการไหลออกของเงินทุน (Outflows) ครั้งนี้ใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลเข้าสะสม (Year-to-Date Inflows) ที่เคยเป็นบวกตลอดปี กลับตัวเป็นการไหลออกสุทธิ 1 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการพลิกผันครั้งสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดอย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management - AUM) ของผลิตภัณฑ์ลงทุนคริปโตได้ร่วงลงมากถึง 73 พันล้านดอลลาร์ นับจากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 การลดลงอย่างมหาศาลนี้สะท้อนถึงการปรับฐานของตลาดที่รุนแรง และความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนระดับสถาบัน

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด "วัฏจักร 4 ปี ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากเฟด"

คอยน์แชร์สชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกเชิงลบ (Sentiment) ในตลาดได้ทวีความรุนแรงขึ้นจากหลายปัจจัยสำคัญที่กดดันพร้อมกัน

ปัจจัยแรก คือการขายทิ้งของ "ปลาวาฬ" หรือนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือครองคริปโตในปริมาณมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงกับทฤษฎีวัฏจักร 4 ปีของบิตคอยน์ (Four-Year Cycle Theory) ในวงการคริปโตมีความเชื่อกันว่าราคาบิตคอยน์จะเคลื่อนไหวตามรูปแบบวัฏจักรประมาณ 4 ปี ซึ่งสัมพันธ์กับเหตุการณ์ Bitcoin Halving การที่ปลาวาฬเริ่มขายออกอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรขาขึ้น และอาจมีการปรับฐานรุนแรงตามมา

ปัจจัยที่สอง คือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Volatility) ที่เพิ่มสูงขึ้นในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างประเทศมหาอำนาจ สงครามการค้า หรือความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้นักลงทุนสถาบันเลือกที่จะลดความเสี่ยงลง (De-risk) โดยการถอนเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างคริปโทเคอร์เรนซี

ปัจจัยที่สาม และอาจจะสำคัญที่สุดคือคำถามเกี่ยวกับอนาคตของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟเดอรัลรีเสิร์ฟ (Federal Reserve) นักลงทุนยังไม่มีความชัดเจนว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินไปในทิศทางใด โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย การปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยมีผลกระทบโดยตรงต่อการไหลของเงินทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักลงทุนเลือกรอคอยและถือเงินสดมากขึ้น

แผนที่การถอนทุนแบ่งตามภูมิภาค สหรัฐฯ นำทีมหนัก

เมื่อวิเคราะห์แยกตามภูมิภาค พบว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการถอนทุนอย่างท่วมท้น ด้วยมูลค่า 1.65 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบ 97% ของการไหลออกทั้งหมด สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของผลิตภัณฑ์ลงทุนคริปโต กำลังปรับพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็วและแข็งกร้าว ขณะที่แคนาดา ติดอันดับสองด้วยการถอนทุน 37.3 ล้านดอลลาร์ แม้จะน้อยกว่าสหรัฐฯ มาก แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเดียวกันของนักลงทุนในอเมริกาเหนือ ด้านสวีเดน มีการไหลออกที่ 18.9 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลที่แพร่กระจายไปถึงตลาดยุโรปเหนือ

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเทศที่เห็นกระแสเงินทุนไหลเข้า เช่น สวิตเซอร์แลนด์ มีการไหลเข้าเล็กน้อยที่ 11 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เยอรมนีเพิ่มขึ้น 4.3 ล้านดอลลาร์ แสดงว่านักลงทุนในยุโรปบางส่วนยังมองหาโอกาสในตลาดที่ปรับฐานลง หรืออาจมีมุมมองที่แตกต่างจากคู่ค้าในอเมริกาเหนือ

การถอนทุนแยกตามสินทรัพย์ "บิทคอยน์และอัลต์คอยน์รับแรงกดดันหนัก"

อย่างไรก็ดีเมื่อจำแนกการไหลออกตามประเภทสินทรัพย์บิทคอยน์ (Bitcoin) ได้รับผลกระทบมากที่สุดด้วยการถอนทุนสูงถึง 1.32 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 78% ของการไหลออกทั้งหมด นี่เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากบิทคอยน์มักถูกมองว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" หรือที่กักตุนมูลค่าของตลาดคริปโต การที่นักลงทุนสถาบันขายบิทคอยน์ออกมามากขนาดนี้ บ่งชี้ว่าแม้แต่สินทรัพย์ที่ถือว่า "ปลอดภัยที่สุด" ในตลาดคริปโตก็ไม่สามารถรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนไว้ได้

ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) เป็นรองลงมาด้วยการสูญเสียเงินทุน 308 ล้านดอลลาร์ การถอนทุนจากอีเธอเรียมสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสมาร์ทคอนแทร็กต์และระบบนิเวศ DeFi ที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดโดยรวม

ส่วน XRP ถูกขายออก 43.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Solana สูญเสียเงินทุน 31.7 ล้านดอลลาร์ สินทรัพย์ทางเลือกเหล่านี้ (Altcoins) มักมีความผันผวนสูงกว่าบิทคอยน์ และเมื่อตลาดเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง นักลงทุนมักขายสินทรัพย์เหล่านี้ก่อน

ผลิตภัณฑ์ Short Bitcoin และ Hype กระแสไหลทวนน้ำกลับมาได้รับความสนใจ

ในภาพรวมที่มืดมนนี้ มีจุดสว่างบางจุดที่น่าสนใจ ผลิตภัณฑ์ Short Bitcoin หรือการเดิมพันว่าราคาบิทคอยน์จะลดลง ได้รับเงินทุนไหลเข้า 14.5 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ามีนักลงทุนบางกลุ่มที่พยายามทำกำไรจากการลดลงของตลาด สินทรัพย์ในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 8.1% นับตั้งแต่ต้นปี แสดงให้เห็นว่ามีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Contrarian หรือลงทุนทวนกระแสเพิ่มมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ Hype หรือสินทรัพย์ที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนี้ ดึงดูดเงินทุน 15.5 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการขายโทเคนที่เชื่อมโยงกับโลหะมีค่า (Tokenized Precious Metals) นี่แสดงว่าแม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะถดถอย แต่ยังมีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนบางกลุ่มที่มองหาการกระจายความเสี่ยงหรือโอกาสใหม่

สัญญาณเตือนที่ตลาดต้องจับตา

ข้อมูลจากคอยน์แชร์สนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก การที่นักลงทุนสถาบัน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดในช่วงที่ผ่านมา เริ่มถอนทุนออกอย่างต่อเนื่อง เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่หายไปกว่า 73 พันล้านดอลลาร์นับจากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในโครงสร้างตลาด และอาจเป็นจุดเปลี่ยนของวัฏจักรตลาดที่กำลังเกิดขึ้น

สำหรับนักลงทุนรายย่อย การเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบันนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญในการประกอบการตัดสินใจลงทุน แม้ว่าการถอนทุนของสถาบันอาจสร้างความกดดันระยะสั้น แต่ก็อาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่มองระยะยาวสามารถเข้าซื้อในราคาที่น่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะนโยบายของเฟด และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนต่อไปในระยะข้างหน้า นักลงทุนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในช่วงเวลาที่ตลาดยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน