xs
xsm
sm
md
lg

ป้อม ภาวุธ ชูนโยบาย "ควักเงินกองทุนประกันสังคมลงทุนบิทคอยน์" สร้าง Baht Stablecoin -ใช้ Data Bureau

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้บุกเบิกอีคอมเมิร์ซไทยกว่า 27 ปี เปิดวิสัยทัศน์นโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัลในฐานะผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ชี้แนวคิดปฏิรูปครั้งใหญ่ เปลี่ยนกระทรวงดิจิทัลฯ สู่ "CTO ของประเทศ" พร้อมเสนอกองทุนประกันสังคมลงทุน Bitcoin สร้าง Baht Stablecoin และใช้ Data Bureau ตรวจสอบการฟอกเงิน ท่ามกลางความท้าทายการแข่งขันกับ Exchange ต่างชาติที่ยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม ขณะที่เน้นย้ำให้ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนด Roadmap อุตสาหกรรม รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้สั่งการ" สู่ "ผู้อำนวยความสะดวก" อย่างแท้จริง

"Technopreneur" สู่เวทีการเมือง นำประสบการณ์ภาคเอกชนแก้ปัญหาภาครัฐ

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือที่คนในวงการรู้จักในนาม "ป้อม" ผู้ก่อตั้ง ThaiSecondhand และ Tarad.com แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรุ่นบุกเบิกของไทย พร้อมด้วยบทบาทนักลงทุนใน Startup กว่า 60 บริษัท ครอบคลุมทั้งธุรกิจ Blockchain, DeFi และ Bitcoin ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองผ่านบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์การบริหารธุรกิจดิจิทัลมาปฏิรูปภาครัฐ

"ป้อม" ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่เป็นผู้ที่ "อิน" กับโลกคริปโตฯ อย่างแท้จริง เคยขุด Ethereum ด้วยตนเอง ถือครอง Bitcoin ระยะยาว และแม้จะเคยสูญเสียจากเหรียญ LUNA ก็ไม่ได้ทำให้ท้อถอย แต่กลับเรียนรู้และเข้าใจความเสี่ยงของตลาดมากยิ่งขึ้น การเข้ามาของเขาจึงไม่ใช่เพียงการหาเสียง แต่คือการนำ "ความรู้ภาคสนาม" มาแปรเป็นนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้

วินิจฉัยโรคเรื้อรัง "กระทรวงดิจิทัล" เมื่อคนไม่ตรงงาน โครงสร้างไม่ตอบโจทย์

การวิเคราะห์ปัญหาของ "ป้อม" ต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) หรือในอดีตคือ กระทรวง ICT นั้นตรงไปตรงมาและเจ็บปวด เขาชี้ว่ากระทรวงนี้ถูกมองเป็น "กระทรวงเกรดรอง" ในแวดวงการเมืองมาโดยตลอด ส่งผลให้ตำแหน่งรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงมักตกเป็นของ "โควตาทางการเมือง" มากกว่าการคัดสรรผู้มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

ความล้าหลังของระบบราชการยังคงเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอให้ส่งงานในรูปแบบแผ่น CD ในยุคที่ Cloud Storage เป็นมาตรฐานสากล หรือการยังคงยึดติดกับระบบเอกสารกระดาษ (Paper-based) แม้จะมีการพูดถึง Digital Transformation มากว่าทศวรรษแล้วก็ตาม

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือประเด็น Cybersecurity ซึ่ง "ป้อม" เปิดเผยว่ารัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงของไทยยังคงสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน LINE บนมือถือส่วนตัว สร้างช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญระดับชาติ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้นำประเทศในระดับสากลที่มีอุปกรณ์สื่อสารเฉพาะที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

แนวทางแก้ไขเบื้องต้นที่พรรคประชาชนนำมาใช้ภายในองค์กรคือการเปลี่ยนมาใช้ Google Workspace และ Google Chat ซึ่งมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับองค์กร พร้อมเสนอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบที่มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยในทำนองเดียวกัน

นโยบายเปลี่ยนเกม "CTO ของประเทศ" - ปฏิรูปโครงสร้างรัฐแบบรากฐาน

นโยบายเด่นที่สุดของ "ป้อม" คือการปรับบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ให้กลายเป็น "Chief Technology Officer (CTO) ของประเทศไทย" อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงดูแลกระทรวงของตนเอง แต่ต้องเข้าไปกำหนดทิศทางและวางโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีให้กับทุกกระทรวงและหน่วยงานราชการ

แนวคิด "Group CTO" ถูกนำเสนอเป็นกลไกสำคัญ โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากทุกกระทรวงมาประชุมร่วมกัน เพื่อตัดสินใจและกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีในระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้ใช้ Blockchain กลางของภาครัฐ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะปล่อยให้แต่ละกระทรวง "ต่างคนต่างทำ" จนเกิดปัญหาระบบไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้

Digital Government เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยเน้นผลักดันระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) และระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban) ให้เกิดขึ้นจริงและใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการใช้เอกสารกระดาษ เพิ่มความโปร่งใส และสามารถติดตามสถานะการทำงานได้แบบ Real-time

มุมมองต่อ Cryptocurrency - จาก "ภัยคุกคาม" สู่ "โอกาสทองคำ"

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในนโยบายของ "ป้อม" คือการมองคริปโตฯ และ Blockchain ในมุมของ "นวัตกรรมที่มีประโยชน์" แทนที่จะเป็นสิ่งที่ต้องกลัวหรือควบคุมอย่างเข้มงวดจนเกินไป เขาเน้นว่ารัฐต้องเปลี่ยน Mindset จากการมอง Crypto เป็นภัยคุกคาม มาเป็นการมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและระบบการเงินของประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น การโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบ Blockchain สามารถทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าระบบธนาคารแบบเดิมอย่างมาก ซึ่งหากรัฐสามารถสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลในภูมิภาคได้

Sandbox ที่ "ทำงานได้จริง" ไม่ใช่ "ดองโครงการ"

"ป้อม" วิพากษ์ระบบ Sandbox ปัจจุบันว่ายังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งกลายเป็นพื้นที่ที่ใช้ "ดอง" โครงการจนธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าได้ เขาเสนอให้มี Sandbox ที่ให้เอกชนสามารถทดลองทำธุรกิจได้จริง มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และมีเส้นทางการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างเป็นทางการที่โปร่งใสและรวดเร็ว

กองทุนประกันสังคมลงทุน Bitcoin - แนวคิดสะเทือนวงการการเงิน เช็คท่าทีผู้ส่งเงินสมทบ

ข้อเสนอที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการมากที่สุดคือการที่ "ป้อม" เสนอให้กองทุนขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะ กองทุนประกันสังคม จัดสรรสัดส่วนการลงทุนเล็กน้อยไปยัง Bitcoin เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการเติบโตของพอร์ตการลงทุน (Treasury Strategy)

แม้จะเป็นข้อเสนอที่ฟังดู "เสี่ยง" แต่หากมองในมุมของนักลงทุนสถาบันระดับโลก หลายองค์กรเริ่มจัดสรร Bitcoin เข้าพอร์ตแล้ว เพราะมองว่าเป็น "Digital Gold" ที่มีศักยภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจริงต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบและกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนผู้ประกันตน

Stablecoin กับดุลยภาพระหว่าง "นวัตกรรม" และ "อธิปไตยทางการเงิน"

ประเด็น Stablecoin เป็นอีกหนึ่งวาระที่ "ป้อม" ให้ความสำคัญอย่างมาก เขาชี้ว่า Stablecoin ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและการโอนเงินข้ามพรมแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน หากปล่อยให้คนไทยใช้ Stablecoin ที่อิงค่าสกุลเงินต่างชาติ เช่น USDT หรือ USDC มากเกินไป ก็อาจกระทบต่ออธิปไตยทางการเงินของประเทศ

โครงการ Tourist Wallet ได้รับการสนับสนุนจาก "ป้อม" อย่างเต็มที่ โดยเป็นแนวคิดที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถโอนคริปโตฯ มาแลกเป็นเงินบาทใน Wallet Digital เพื่อใช้จ่ายในประเทศไทยผ่านระบบ QR Payment (PromptPay) ได้ทันที ซึ่งจะช่วยดึงเงินตราต่างประเทศเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องมีการจำกัดวงเงินไว้ในระดับที่เหมาะสม เช่น ไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการหลบเลี่ยงภาษี


Baht Stablecoin - กุญแจสู่อธิปไตยทางการเงินดิจิทัล

สิ่งที่ "ป้อม" ให้ความสำคัญมากที่สุดคือการสร้าง Baht Stablecoin ที่พัฒนาโดยภาคเอกชนไทยภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายคือการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่อิงกับสกุลเงินบาท ลด Dependency ต่อแพลตฟอร์มและ Stablecoin ต่างชาติ และเปิดโอกาสให้เกิด Use Case ใหม่ๆ ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

การมี Baht Stablecoin จะทำให้ธุรกรรมทางการเงินดิจิทัลสามารถทำได้โดยไม่ต้องแปลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินโดยรวม

Data Bureau - อาวุธลับในการต้านการฟอกเงิน


เรื่องที่ละเอียดอ่อนและท้าทายที่สุดในนโยบายของ "ป้อม" คือการเสนอให้จัดตั้ง Data Bureau หรือศูนย์ข้อมูลกลางที่ทำหน้าที่ติดตามเส้นทางการเงิน (Financial Flows) ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกคริปโทฯ และสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง

ตัวอย่างเช่น หากมีบุคคลที่ทำกำไรจากการเทรดคริปโตฯ จำนวนมาก แล้วนำเงินไปซื้อทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ได้รายงานรายได้หรือเสียภาษีตามที่ควร ระบบ Data Bureau จะสามารถตรวจจับความผิดปกติได้

อย่างไรก็ตาม "ป้อม" ตระหนักดีถึงประเด็น ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของประชาชน จึงเสนอให้ข้อมูลใน Data Bureau ถูกเก็บในรูปแบบที่ ปกปิดตัวตน (Anonymous) รัฐจะสามารถเข้าถึงข้อมูลระบุตัวบุคคลได้ก็ต่อเมื่อมี "สัญญาณเตือนความผิดปกติ" (Trigger) เท่านั้น

ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) จากหน่วยงานอิสระหรือตัวแทนภาคประชาชน ก่อนที่รัฐจะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สนามรบ Exchange ไทย vs ต่างชาติ - ความเหลื่อมล้ำที่ต้องแก้ไข


หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ "ป้อม" ชี้ให้เห็นคือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันระหว่าง Exchange ไทย ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดและแบกรับต้นทุนสูง กับ Exchange ต่างชาติ (เช่น Bybit, Binance) ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกัน

"ป้อม" วางกรอบแนวทางจัดการปัญหานี้อย่างชัดเจน


กรณีที่ต้องดำเนินการ : หากแพลตฟอร์มต่างชาติมีการ "ทำการตลาดเป็นภาษาไทย" หรือมีการเจาะจงลูกค้าคนไทยโดยตรง เช่น มีโฆษณาภาษาไทย มี Customer Support ภาษาไทย หรือมีการจัด Event ในประเทศไทย ถือว่าเป็นการ "ประกอบธุรกิจในประเทศไทย" และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย

รัฐจะต้องส่งสัญญาณเตือน (Warning) ให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ขอใบอนุญาตหรือหยุดให้บริการลูกค้าไทย หากไม่ปฏิบัติตาม รัฐมีสิทธิ์ดำเนินการปิดกั้น (Block) แพลตฟอร์มดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการไทยและหลีกเลี่ยงกฎหมาย

กรณีที่ควบคุมได้ยาก : หากเป็นกรณีที่ผู้ใช้ไทยเป็นฝ่ายขวนขวายออกไปใช้บริการเอง เช่น มุด VPN ไปใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้ทำการตลาดในไทย รัฐควรควบคุมในระดับที่พอเหมาะพอดี ไม่ควรปิดกั้นแบบสุดโต่งจนเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินไป

ยกระดับ Exchange ไทย - เปิดโอกาสแต่ปกป้องนักลงทุนรายย่อย


นอกจากการจัดการกับคู่แข่งต่างชาติแล้ว "ป้อม" ยังเสนอให้ยกระดับความสามารถของ Exchange ไทย โดยอนุญาตให้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การเทรดแบบมีเลเวอเรจ (Leverage Trading) ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อย ต้องมีการคัดกรองนักลงทุน (Investor Tiering) อย่างเข้มงวด โดยแบ่งระดับนักลงทุนตามความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยง ผู้ที่จะเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงจะต้องผ่านการทดสอบความรู้และมีสินทรัพย์เพียงพอ ไม่ใช่เปิดให้ทุกคนเล่นได้หมด

มาตรการนี้จะช่วยให้ Exchange ไทยสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงปกป้องนักลงทุนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เพียงพอจากความเสี่ยงที่อาจทำให้สูญเสียเงินทั้งหมด

จัดการ Scammer - ใช้พลังมวลชนและกดดันแพลตฟอร์ม


ปัญหาการหลอกลวงและเว็บพนันออนไลน์เป็นภัยร้ายแรงที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนมหาศาล "ป้อม" เสนอกลยุทธ์ใหม่ที่ใช้ Crowdsourcing หรือพลังมวลชนเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

แนวคิดคือการพัฒนาเครื่องมือ เช่น Browser Plugin ที่ให้ประชาชนสามารถกดปุ่ม Report เว็บไซต์พนันหรือหลอกลวงที่พบเห็นได้ง่าย ข้อมูลที่ได้จะถูกรวบรวมและวิเคราะห์เพื่อหาแพทเทิร์นและสร้างฐานข้อมูล

เมื่อมีการ Report จำนวนมากเกิดขึ้นกับเนื้อหาบางอย่างบนแพลตฟอร์ม Social Media (เช่น โฆษณาเว็บพนันบน Facebook) แต่แพลตฟอร์มเพิกเฉยและไม่ดำเนินการลบหรือปิดกั้น รัฐจะใช้ข้อมูลจากประชาชนเป็นหลักฐานในการกดดันแพลตฟอร์ม

หากยังไม่แก้ไข รัฐอาจใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น คือ "การปิดบริการบางส่วน" (Partial Block) ของแพลตฟอร์มนั้นๆ ชั่วคราว เช่น 7 วัน เพื่อบีบให้แพลตฟอร์มต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

มาตรการนี้แม้จะฟังดูรุนแรง แต่ "ป้อม" เชื่อว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้แพลตฟอร์มข้ามชาติที่มักไม่ใส่ใจกฎหมายท้องถิ่นต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาในประเทศไทย

รัฐบาลยุคใหม่ - จาก "ผู้สั่งการ" สู่ "ผู้อำนวยความสะดวก"


หัวใจสำคัญของนโยบายทั้งหมดอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทของรัฐ "ป้อม" เน้นย้ำว่ารัฐไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางหรือ "เดินนำหน้า" อุตสาหกรรม แต่ควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน และ สมาคมต่าง ๆ เช่น สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เป็นผู้ร่วมกันกำหนด Roadmap และพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม

บทบาทของรัฐคือการ Facilitate (อำนวยความสะดวก) โดยการแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยหรือเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และคอยดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและความมั่นคงทางการเงิน

มุมมองต่อ ก.ล.ต. - ชื่นชมความเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องพัฒนาต่อ


"ป้อม" ให้มุมมองที่สร้างสรรค์ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยยอมรับว่าหน่วยงานกำกับดูแลในยุคปัจจุบันเปิดกว้างและรับฟังมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวและทำความเข้าใจธุรกิจใหม่ ๆ

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องความรวดเร็ว และ ความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณา Sandbox และการออกใบอนุญาต หลายครั้งผู้ประกอบการไม่ทราบว่าคำขอของตนอยู่ในขั้นตอนใด ติดขัดที่จุดไหน หรือต้องรออีกนานเท่าไหร่

"ป้อม" เสนอแนวทาง Open Data by Default โดยข้อมูลของภาครัฐ รวมถึงสถานะการพิจารณาอนุญาตต่างๆ ควรเปิดเผยเป็นสาธารณะให้ตรวจสอบได้ (ยกเว้นข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าหรือความมั่นคงของชาติ) เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดพื้นที่ทุจริต

ปฏิวัติ Mindset คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง


นโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัลของพรรคประชาชนในมุมมองของ "ป้อม ภาวุธ" ไม่ได้เป็นเพียงชุดของมาตรการทางเทคนิค แต่เป็นการปฏิวัติวิธีคิด (Mindset Shift) ของภาครัฐอย่างแท้จริง

จากที่เคยมอง Cryptocurrency และเทคโนโลยี Blockchain ด้วยความกลัว ความสงสัย และพยายามปิดกั้น ต้องเปลี่ยนมามอง "โอกาสและนวัตกรรม" ที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจและสังคมไทยได้

การบรรจุผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีอย่างแท้จริงเข้าไปบริหารกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดการความเสี่ยงผ่านเทคโนโลยีและข้อมูล (Data Bureau) แทนการใช้วิธีแบนหรือห้ามโดยสิ้นเชิง และการดึงภาคเอกชนมาเป็น Co-creator ในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของประเทศไทยในยุคดิจิทัล

คำถามคือ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว และก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศหรือไม่

คำตอบจะชัดเจนในไม่ช้า เมื่อประเทศไทยต้องเลือกว่าจะเดินหน้าไปข้างหน้าพร้อมกับโลก หรือจะยังคงยึดติดกับกรอบเก่าๆ และปล่อยให้โอกาสสำคัญหลุดลอยไป

หมายเหตุ: บทความนี้สรุปจากบทสัมภาษณ์ "ป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" ในรายการ "เรื่องเล่าดอยนี้" โดยนำเสนอนโยบายและมุมมองในฐานะผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ซึ่งอาจไม่ใช่นโยบายอย่างเป็นทางการของพรรคทั้งหมด