จากอดีตเมื่อประมาณ 70 ปีก่อน ราคาทองคำแทบไม่ไหวติง ยืนอยู่ที่ระดับ 400 บาท ต่อทองคำน้ำหนัก 1 บาทเป็นเวลานับสิบปี แต่ปัจจุบัน ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรง พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทะลุ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ออนซ์อย่างรวดเร็ว สร้างเศรษฐีที่ร่ำรวยจากทองคำกันทั่วทั้งโลก
ทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทหนึ่ง แต่ช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่ได้รับสมญาว่า เป็นหลุมหลบภัย กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนอย่างดีเยี่ยม หรือดีที่สุด เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นหรือคริปโตเคอเรนซี่ชนิดต่างๆ รวมทั้งบิทคอยน์
ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เกิดวิกฤตทางการเงิน หรือภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อน นักลงทุนจะทิ้งการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ย้ายเงินมาใส่ในทองคำ
และวันนี้นักลงทุนทั้งโลกได้เบนเข็ม โยกเงินมาเก็งกำไรทองคำ โดยเฉพาะนักลงทุนไทยที่จำนวนนักเก็งกำไรทองคำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การซื้อขายทองคำมีหลายช่องทาง โดยสามารถกำเงินสดซื้อทองจากร้านค้าทองทั่วไป จะเก็บทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณก็แล้วแต่ หรือจากซื้อขายเก็งกำไรสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของตลาดหลักทรัพย์ โดยเปิดบัญชีผ่านบริษัทโบรกเกอร์ก็ได้
ปัจจุบันบริษัทโบรกเกอร์หลายแห่ง พัฒนาการให้บริการลูกคาอย่างครบวงจร โดยเปิด ”แอป” ซึ่งสามารถลงทุนในตลาดหุ้น ซื้อหุ้นในต่างประเทศ และซื้อทองคำได้บน ”แอป” เดียว โดยจะมีราคาทองคำ และตัวเลขผลกำไรหรือขาดทุน แสดงให้เห็นตลอด 24 ชั่วโมง
ราคาทองคำที่พุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ และคนที่ซื้อไว้ รวยอู้ฟู่ไม่รู้เรื่อง เกิดจากปริมาณความต้องการที่สูงขึ้น โดยธนาคารกลางหลายประเทศ กว้านซื้อทองเข้าเป็นทุนสำรอง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว และยังมีความกังวลสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐส่งกองเรือใหญ่เข้าประชิดอยู่
ราคาทองคำแท่งในประเทศ นับจากต้นปีขยับขึ้นมาแล้วประมาณ 16,900 บาทต่อทองคำแท่ง 1 บาท เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดที่เคยขึ้นไปที่ 82,300 บาท และไม่เฉพาะนักเก็งกำไรทองที่รวยตาม ๆ กันเท่านั้น ร้านค้าทองก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
เพราะสต๊อกทองคำที่เก็บไว้รอการจำหน่ายให้ลูกค้า อย่างน้อยต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 5 พันบาท สำหรับร้านค้าทองขนาดใหญ่ จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาทองคำที่ขึ้นมามหาศาล
ราคาทองที่วิ่งขึ้นมาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สร้างเศรษฐีใหม่กันทั่วโลก ปลุกให้นักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาเสี่ยงดวงกับทองคำมากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่า จะสายเกินไปสำหรับการขุดทองคำหรือไม่ เพราะราคาทองคำเดินทางมาไกลมาก
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ขึ้นมาระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็มีคำเตือนจากกูรูบางคนว่า ทองแพงไปแล้ว และมีความเสี่ยงในความผันผวน แต่ทองก็แหวกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และพุ่งขึ้นทะลุ 5,600 ดอลลาร์ได้ ตามที่โบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกคาดการณ์ไว้ไม่กี่วันก่อนหน้า
ทองคำจะไปไหนต่อ บางคนชี้ว่า จะวิ่งไปถึง 6,000 ดอลลาร์ หรืออาจแตะ 1 แสนบาทต่อทองคำน้ำหนัก 1 บาทสำหรับราคาในประเทศ และไม่มีใครอยากออกมาขัดคอกูรูทองคำที่มองโลกสวย
เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทองคำทะลุทะลวงทุกแนวต้าน ราคาที่เชื่อกันว่า ชาตินี้คงไม่เห็น ทองคำขึ้นมาให้เห็นแล้ว เหลืออีกไม่ถึง 2 หมื่นบาท จะทะลุ 1 แสนบาทต่อทองคำ 1 บาทแล้ว
แต่ทุกอย่างไม่มีความแน่นอน และไม่มีสินทรัพย์เสี่ยงชนิดไหนที่ขึ้นได้ตลอด โดยไม่มีวันลง รวมทั้งทองคำ
เพียงแต่จุดสูงสุดของทองคำรอบนี้อยู่ตรงไหน เมื่อไหร่จะเข้าสู่ช่วงเวลาขาลงและบรรดานักเก็งกำไรจะโดดหนีทันหรือไม่เท่านั้น
และบทสรุปสุดท้าย ทองคำก็ปิดรอบ ร่วงอย่างน่าใจหายวันเดียวกว่า 11% เมื่อเสาร์ที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา จาก 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทรุดฮวบเหลือ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรดานักเล่นทองคำที่แห่เข้าคิวซื้อทองคำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากราคาร่วงลงมาระดับ 80,000 บาท จนร้านขายทองย่านเยาวราชแทบแตก กระเป๋าฉีกเพียงชั่วข้ามคืน
ไม่มีใครบอกได้ว่า ทองคำจะลงไปลึกขนาดไหน และจะฟื้นเมื่อไหร่ แต่บรรดาเศรษฐีมองหน้าใหม่ รอบนี้เจ็บตัวหนัก ถูกทองหล่นทับโดยไม่มีโอกาสหนีออกมาทัน


