บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC แม้ไม่ได้รับความนิยมจากนักลงทุน แตกต่างจากหุ้น บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แต่เป็นหุ้นที่ได้รับการจัดอันดับ ESG ไว้ดีมาก เพียงแต่ ESG ของบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ อาจถูกทบทวนประเมินใหม่
เพราะโครงการขุดเจาะหินมาทำปูนซีเมนต์ที่จังหวัดนครนายก อาจสร้างปัญมลภาวะมากมายตามมา และกำลังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่
ESG ย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance ซึ่งเป็นแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลักคือ สิ่งแวดล้อม (E) สังคม (S) และธรรมาภิบาล (G) มุ่งความรับผิดชอบต่อโลกและผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินความสามารถการแข่งขันระยะยาว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้จัดอันดับ ESG ของบริษัทจดทะเบียนประจำทุกปี โดย SCCC ได้รับการจัดอันดับ AA จากระดับสูงสุดคือ AAA ขณะที่ผลประเมินรายงานการกำกับดูแลกิจการอยู่ที่ระดับสูงสุดคือ 5 ดาว
แต่โครงการขุดเจาะหินลูกรังเพื่อนำมาผลิตปูนซีเมนต์ในพื้นที่รอยต่อระหว่างตำบลหนองแสง อำเภอปากพลีกับตำบลศรีนาวา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่ง SCCC ได้อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ดินอุตสาหกรรมชนิดดินซีเมนต์มาแล้ว บนพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ กำลังท้าทาย ESG ของบริษัท
เพจดังประจำจังหวัดนครนายก ซึ่งรณรงค์ปัญหาสิ่งแวดล้อม ต่อต้านความไม่ถูกต้องและการทุจริต เริ่มปลุกกระแสต่อต้านอาชญาบัตรของ SCCC แล้ว โดยเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่ตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา ไม่ว่าปัญหามลภาวะทางเสียง ฝุ่น และรถบรรทุกขนดินซีเมนต์ที่จะทำลายถนน สร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่
พื้นที่สำรวจแร่ชนิดดินซีเมนต์ อยู่คาบเกี่ยวระหว่างตำบลหนองแสงและตำบลศรีนาวา โดยเป็นบ่อดินลูกรังเดิมซึ่งถูกขุดจนถึงดินดาน หรือลูกรังที่แข็งเป็นหิน ความลึกประมาณ10 เมตร
หลังจากนักการเมืองหรือข้าราชการท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ซึ่งเป็นเจ้าของบ่อดินลูกรัง ขุดลูกรังไปขายจนเหลือแต่ดินดานแล้ว จะขายบ่อลูกรังร้างในราคาต่ำ ๆ โกยเงินก้อนสุดท้ายใส่กระเป๋า
การขุดบ่อดินหรือดินลูกรังแต่ละบ่อ ใช้เวลาหลายปี ซึ่งระหว่างการขุดและขนส่ง ประชาชนในพื้นที่ต้องก้มหน้ารับวิบากกรรม จากเสียงรถบรรทุกที่วิ่งกันสั่นสะเทือนทุ่ง เสียงดังกระหึ่มจากเครื่องยนต์ที่ปรับแต่งอย่างผิดกฎหมาย โดยไม่สำนึกในความเสียหายของถนน ไม่คำนึงถึงการขับขี่ด้วยความเร็วทั้งที่เป็นรถขนาดใหญ่
วิบากกรรมที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับรถขนดินหรือดินลูกรัง ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบดำเนินคดี เช่นเดียวกับรถบรรทุกดินทั่วประเทศที่ทำตัวเป็นอันธพาลประจำถนนหลวง
เงินที่เจ้าของบ่อดินกอบกอยไป อาจมีระดับร้อยล้านบาท แต่เทียบไม่ได้กับงบประมาณแผ่นดินที่สูญเสียไปกับการซ่อมแซมถนนที่ถูกรถบรรทุกดินทำลายล้าง
บ่อลูกรังของกำนันในพื้นที่ตำบลศรีนาวาและตำบลหนองแสง ถูกขายต่อไปแล้ว และอาจตกไปอยู่ในมือของ SCCC โดยมีการสำรวจไปแล้วว่า มีดินซีเมนต์อยู่จริง จึงได้เตรียมวางแผนเส้นทางการขนส่งไว้ล่วงหน้า รวมทั้งแผนการจัดทำประชาคมในพื้นที่ ตำบลหนองแสงและศรีนาวา
การจัดทำประชาคมทั้ง 2 ตำบลคงผ่านอย่างง่ายดาย เพราะจะมีการจัดจ้างขนคนมาร่วมแสดงประชามติอนุมัติโครงการ เช่นเดียวกับการจัดทำประชาคมโครงการต่าง ๆ ของเอกชนอื่น ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชุมชนคนในพื้นที่ตามมา
เพจดังที่ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม ปลุกให้ประชาชนในพื้นที่ เตรียมรับแรงกระแทก จากการขุดดินซีเมนต์แล้ว โดยระบุว่า ชาวบ้านจะต้องเจอผลกระทบอะไรบ้าง ทั้งฝุ่น ทั้งเสียง และถนนที่สร้างจากเวินภาษีของประชาชนจะวายวอด
เพราะการขนดินซีเมนต์จากจังหวัดนครนายกสู่โรงงานซีเมนต์ของ SCCC ที่จังหวัดสระบุรี ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร และต้องขนกันส่งกันหลายปี
นครนายกเป็นจังหวัดท่องเที่ยว มีการรณรงค์ต่อต้านการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่จะก่อให้เกิดมลภาวะ
แต่ SCCC กำลังคลานเข้าไปขุดดินซีเมนต์อย่างเงียบ ๆ สร้างปัญหามลภาวะ และความเดือดร้อนให้ชาวนครนายกแน่ ๆ
SCCC มีกลุ่มรัตนรักษ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตเคยผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2520 โดยเป็นหุ้นทีมีปัจจัยพื้นฐานดี ค่า พี/อี เรโช ประมาณ 7 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทนกว่า 7% เพียงแต่เป็นหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่องในการซื้อขายเท่านั้น
รายได้ SCCC ตกปีละประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิปีละประมาณ 2 พันล้านบาท แต่บางปีพุ่งขึ้นกว่า 5 พันล้านบาท
หุ้น SCCC ไม่มีพิษมีภัยต่อนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่โครงการขุดดินซีเมนต์ในพื้นที่เล็กๆจุดหนึ่งของจังหวัดนครนายก สร้างรายได้เพียงเศษเสี้ยวของรายได้รวมบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้
ไม่เพียงแต่จะทำลายความสงบสุขของชาวนครนายกเท่านั้น แต่จะทำลายอันดับ ESG ที่ดีเยี่ยมของหุ้น SCCC อีกด้วย


