ทลายมายาคติการเงินโลก! ตลาด Stablecoin โตระเบิดระเบ้อทะลุ 2.84 แสนล้านดอลลาร์ ปลุกกระแสวิกฤตศรัทธาธนาคารพาณิชย์อีกครั้ง ‘Niall Ferguson’ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจระดับโลกออกโรงตบหน้าขาแช่ง ชี้ชัดนี่ไม่ใช่ ‘ปลิงดูดเงินฝาก’ แต่คือวิวัฒนาการโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตควบคู่กัน เผยตัวเลขธุรกรรมทั่วโลกเดือด 33 ล้านล้านดอลลาร์ สวนทางกลุ่มล็อบบี้ยิสต์แบงก์มะกันที่กำลังดิ้นพล่าน หวั่นสูญเสียเค้กชิ้นโตและต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูง
กลายเป็นวิวาทะเดือดกลางวอลล์สตรีท เมื่อมูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin (เหรียญดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์ความมั่นคงสูง) ทะยานเหนือระดับ 2.84 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 10 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้เกิดคำถามใหญ่ว่า การเติบโตนี้คือภัยคุกคามที่จะมาล้มล้างระบบธนาคารดั้งเดิม หรือเป็นเพียงเลเยอร์ใหม่ทางการเงินที่เข้ามาเสริมแกร่งกันแน่?
นักวิเคราะห์ชี้ ‘GENIUS Act’ ปลดล็อกความเชื่อมั่น
ประเด็นนี้ถูกจุดพลุโดยสองนักคิดชั้นนำ เนียล เฟอร์กูสัน และ แมนนี รินคอน-ครูซ ที่เขียนบทความผ่าน Bloomberg โดยมองว่าความกังวลเรื่องเสถียรภาพธนาคารนั้น “เกินจริง”
พวกเขาจำแนกชัดเจนว่า Stablecoin ที่มีเงินสดหนุนหลัง (Fiat-backed) ไม่ใช่สินทรัพย์เก็งกำไรเหมือน Bitcoin แต่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือการชำระเงิน” (Payment Instruments) ซึ่งได้รับแรงส่งมหาศาลหลังจากการผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา กฎหมายนี้วางกรอบชัดเจนให้ผู้ออกเหรียญต้องสำรองด้วยเงินสด เงินฝาก หรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงลดฮวบและกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
แบงก์พาณิชย์ดิ้น กลัว ‘เงินฝาก’ ไหลออก
ในมุมกลับกัน กลุ่มธนาคารพาณิชย์เริ่มนั่งไม่ติด ข้อมูลจากคณะกรรมการที่ปรึกษาการกู้ยืมของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าตลาดนี้อาจพุ่งแตะ 2-3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2571 นำโดยยักษ์ใหญ่อย่าง Tether (USDT) และ Circle (USDC) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 90%
สมาคมนายธนาคารอเมริกัน (ABA) และผู้บริหารจาก JPMorgan ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยว่า หากปล่อยให้ Stablecoin เติบโตไร้ทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อมีการให้ “ผลตอบแทน” (Rewards) จูงใจ จะเกิดปรากฏการณ์ “เงินฝากไหลออก” (Deposit Flight) ครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารสูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการปล่อยสินเชื่อในที่สุด ถึงขั้นพยายามล็อบบี้ให้แก้กฎหมาย CLARITY Act เพื่อสกัดดาวรุ่ง
กางสถิติย้อนศร "โตขนานไปด้วยกัน ไม่ได้แย่งกัน"
เนียล เฟอร์กูสัน และ แมนนี รินคอน-ครูซ ยังได้เปิดข้อมูลประวัติศาสตร์มาหักล้างข้ออ้างของธนาคาร โดยเปรียบเทียบว่า Stablecoin ก็เหมือนกับ “ธนบัตร” (Bank Notes) ในอดีต ซึ่งประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า ธนบัตรและเงินฝากสามารถเติบโตควบคู่กันได้ ไม่ใช่การแย่งชิงทรัพยากร (Crowding out)
หลักฐานเชิงประจักษ์คือ นับตั้งแต่การเปิดตัว USDC ในปี 2561 เงินฝากในธนาคารสหรัฐฯ เติบโตขึ้นกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Stablecoin โตขึ้นเพียง 2.8 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทั้งสองกราฟวิ่งในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน
33 ล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นตัวเลขที่ไม่โกหก
ข้อมูลการใช้งานจริงยิ่งตอกย้ำว่า Stablecoin ไม่ใช่แค่เรื่องเก็งกำไร โดยในปี 2568 มูลค่าการทำธุรกรรมทั่วโลกพุ่งแตะ 33 ล้านล้านดอลลาร์ (เติบโต 72% จากปีก่อนหน้า) แบ่งออกเป็น
USDC : ประมวลผลธุรกรรม 18.3 ล้านล้านดอลลาร์
USDT : ประมวลผลธุรกรรม 13.3 ล้านล้านดอลลาร์
แม้แต่ IMF ยังยอมรับถึงประสิทธิภาพของ Stablecoin ในการโอนเงินข้ามพรมแดน
อย่างไรก็ดีการต่อต้านจากฝั่งธนาคารอาจเป็นเพียงความกลัวการสูญเสียอำนาจผูกขาด เพราะตัวเลขและประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วว่า Stablecoin ไม่ใช่ "ระเบิดเวลา" ของธนาคาร แต่คือ "น้ำมันหล่อลื่น" ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้หมุนเร็วขึ้นต่างหาก


