ภัยธรรมชาติเล่นงานอุตสาหกรรมขุดเหรียญกระอัก! พายุฤดูหนาวลูกมหึมาพัดถล่มสหรัฐฯ ทำระบบไฟฟ้าปั่นป่วนทั่วประเทศ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงเครือข่าย Bitcoin ดันยอดกำลังขุด (Hashrate) ร่วงกราวรูดกว่า 40% ภายในสุดสัปดาห์เดียว ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 7 เดือน หลังผู้ประกอบการเหมืองขุดทั่วอเมริกาต้อง ‘จำใจ’ ปิดเครื่องเพื่อลดภาระโหลดไฟฟ้าที่พุ่งสูงลิ่ว นักวิเคราะห์ชี้เป็นจังหวะวัดใจที่พิสูจน์ว่า ‘เหมืองขุด’ คือตัวช่วยพยุงเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า ไม่ใช่ตัวถลุงพลังงานอย่างที่ถูกกล่าวหา
วิกฤตความหนาวเหน็บเขย่า Blockchain
ข้อมูลจาก CoinWarz แพลตฟอร์มวิเคราะห์การขุดชื่อดัง เผยให้เห็นกราฟที่ดิ่งลงเหวของค่ากำลังขุด (Hashrate) ของเครือข่าย Bitcoin ที่เริ่มส่งสัญญาณลบตั้งแต่วันศุกร์ ก่อนจะทิ้งดิ่งอย่างรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันอาทิตย์ ตัวเลขกำลังการประมวลผลของเครือข่ายร่วงลงไปแตะระดับ 663 เอ็กซาแฮชต่อวินาที (EH/s) ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงกว่า 40% ในเวลาเพียง 2 วัน และเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับ 854 EH/s ในวันจันทร์
ต้นเหตุของหายนะครั้งนี้มาจากพายุฤดูหนาวลูกใหญ่ที่ AccuWeather ระบุว่าได้พัดถล่มรัฐต่างๆ กว่า 3 โหลในสหรัฐอเมริกา นำพาหิมะ น้ำแข็ง และอุณหภูมิที่ติดลบยะเยือก ส่งผลให้ประชาชนกว่า 1 ล้านครัวเรือนต้องตกอยู่ในความมืดมิดไร้ไฟฟ้าใช้ และสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับโครงข่ายไฟฟ้าในระดับภูมิภาค
ปฏิบัติการ ‘ปิดเพื่อชาติ’ เมื่อเหมืองขุดบิทคอยน์ต้องเสียสละ
Abundant Mines ผู้ประกอบการเหมืองขุดในรัฐออริกอน ยอมรับว่าผลกระทบครั้งนี้รุนแรงในระดับโครงสร้าง โดยระบุว่า “ประมาณ 40% ของกำลังการขุด Bitcoin ทั่วโลกต้องออฟไลน์ไปในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา”
ทว่า การปิดเครื่องครั้งนี้ไม่ใช่แค่เหตุสุดวิสัย แต่เป็น “ความสมัครใจ” ของผู้ประกอบการเหมืองจำนวนมากที่ต้องการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยพยุงเสถียรภาพของระบบสายส่ง (Grid) ที่กำลังรับภาระหนักจากความต้องการใช้ฮีตเตอร์ทำความร้อนที่พุ่งสูงขึ้น
ความยืดหยุ่นในการสั่งการปิด-เปิดเครื่องขุดได้ในพริบตา (Responsiveness) กลายเป็นจุดแข็งที่นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือข้อพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมเหมืองขุดสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยทำหน้าที่เป็นผู้เสียสละในยามวิกฤต
สหรัฐฯ ศูนย์กลางเหมืองคริปโตโลก กับบทบาท ‘ผู้พยุงกริด’
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกาคือมหาอำนาจแห่งการขุด Bitcoin โดยครองสัดส่วนกำลังขุดทั่วโลกเกือบ 38% (อ้างอิงจาก Hashrate Index) และมีศูนย์ข้อมูลการขุดอย่างน้อย 137 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูลจาก EIA ปี 2567) ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯ ขยับเครือข่าย Bitcoin โลกจึงต้องเหลียวมอง
กรณีศึกษาที่น่าสนใจอยู่ที่รัฐเท็กซัส ซึ่ง Daniel Batten นักวิจัยด้าน ESG ของ Bitcoin ชี้ให้เห็นว่า โครงการตอบสนองด้านอุปสงค์ (Demand Response Programs) ที่ดึงเหมืองขุดเข้าร่วม มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในรัฐเท็กซัสระหว่างเกิดพายุ โดยเหมืองเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับไฟฟ้าส่วนเกินในยามปกติ และปลดโหลดออกทันทีในยามวิกฤต
เหตุการณ์นี้เป็นการตบหน้าขาแช่งที่มักโจมตีว่า Bitcoin ทำลายสิ่งแวดล้อมและแย่งพลังงานประชาชน เพราะในความเป็นจริง เหมืองขุดได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถเป็น “ผู้บริโภคพลังงานที่ยืดหยุ่นที่สุด” (Flexible Energy Consumers) ที่ช่วยปรับสมดุลและลดต้นทุนค่าไฟให้กับระบบไฟฟ้าของชาติได้จริง ไม่ใช่ภาระอย่างที่ใครเข้าใจผิด


