xs
xsm
sm
md
lg

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดการณ์จีดีพีโต2%-กนง.ลดดบ.-ติดตามเลือกตั้ง-รัฐบาลใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2 % ในปี 2569 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปียังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกคาดการณ์จีดีพีเติบโตเพียง 0.7% และครึ่งปีหลังเติบโต 3.4% หลังจากที่ผ่านการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และมีการแถลงนโยบายต่อสภาฯ

ด้านอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับร้อยละ 1 ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ

"เรามองว่าธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมครั้งแรก 25 กุมภาพันธ์นี้อีก 0.25%มาที่ระดับ 1.00% ซึ่งอาจจะแตกต่างจาก House อื่นๆ โดยมองว่าเป็นที่เห็นพ้องกันว่าปีนี้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าปีก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อติดลบมา 9 เดือน และยังจะติดลบอยู่เกือบทั้งปีนี้จึงพอจะเป็นเหตุให้มีการปรับลดในการประชุมครั้งนี้ และยังมีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะต่ำกว่า 1%ได้ โดยหากมองกรณี worst-case อาทิ ปัจจัยต่างประเทศมีความรุนแรงกว่าคาด การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมีปัญหา สถานการณ์ทางการเมืองไม่ราบรื่น ก็อาจจะกดจีดีพีโตแค่ 1.3-1.4%เท่านั้น"

สำหรับภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อยู่ที่ 26.9 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 82% ของระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าการฟื้นตัวตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้นจากตลาดสำคัญอื่นๆ อย่างไรก็ดี การเร่งตัวของการเติบโตอย่างยั่งยืนยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

ด้านการคลัง คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ของ GDP แม้ว่าการปรับฐานะการคลังจะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment grade) ไว้ได้

ด้านค่าเงินบาทมองว่าจะยังคงแข็งค่าในช่วงไตรมาสแรก แต่ธนาคารมองแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2 ถึงกลางปีเงินบาทจะเริ่มอ่อนค่าลงจากช่วงฤดูกาลจ่ายปันผลต่างชาติ รวมถึงผลจากมาตรการของทางการ โดยประเมินเงินบาทกลางปีนี้ที่ 33.00 บาท ณ สิ้นปีที่ 33.50บาท ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของประเทศ

"เงินบาทแข็งค่าขึ้นสวนทางปัจจัยพื้นฐานตามราคาทองคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ยากจากทาเก็ตราคาทองคำของปีนี้เรามองที่ 5,150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่เพียงแค่ตอนนี้ก็มาที่ 5,100 แล้ว ดังนั้น ก็คงต้องรอดูเพราะในระยะต่อไปที่ทางการไทยได้ทยอยมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม หรือสมาคมผู้ค้าทองก็จะใช้การเทรดทองเป็นดอลลาร์ฯ เป็นต้น จะได้ผลหรือไม่ หรือการแข็งค่าของเงินบาทจะมาจากปัจจัยอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตาม แต่หากจะมองถึงระดับการแข็งค่าเงินบาทแล้วช่วงก่อนโควิดฯเคยแข็งค่าอยู่ในระดับ 29 บาทปลายๆ"

สำหรับปัจจัยการเมืองนั้น มุมมองของธนาคารยังเป็นบวกในประเด็นของการเลือกตั้ง โดยคาดการณ์สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เดินหน้าแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรได้ประมาณเดือนมิถุนายนซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำในจัดตั้งรัฐบาลสิ่งที่ต้องติดตามเป็นเรื่องของวินัยทางการคลังในสภาวะที่หนี้สาธารณะซึ่งใกล้จะแตะเพดานที่ 70% อาจจะกระทบต่ออัตราเครดิตของประเทศ รวมถึงความต้องต่อเนื่องของรัฐบาลเนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 3 คน ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่น-การลงทุน

"เราก็คงต้องรอดูว่าเราจะรักษาเกรด BBB+ ไว้ได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ BBB+ หรือ BBB ก็ยังถือว่าเป็น Investment Grade ซึ่งจะกระทบต้นทุนการเงินกู้หรือไม่นั้น มองว่าเราคงมีความต้องการเงินกู้ไม่มากนัก ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาตินั้น น่าจะยังอยู่ระหว่างรอดูความชัดเจนในเรื่องของภาษีการค้าของทรัมป์ เพื่อที่จะสามารถเลือกแหล่งลงทุนได้ รวมถึงผลการเลือกตั้งของไทย-ความต่อเนื่องของรัฐบาล"
กำลังโหลดความคิดเห็น