xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ‘บิทคับ’เบนเข็มโกอินเตอร์ฮ่องกง เปิดประตู‘ยูนิคอร์นไทย’ไปโตบ้านอื่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




 มองสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยหลัง “บิทคับ” เบนเข็มเลือกIPO ตลาดหุ้นฮ่องกง หวังใช้เป็นประตูบานใหญ่สู่เงินทุนมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลก สร้างความน่ากังวล หากเกิด "Brain Drain" ในภาคธุรกิจ เมื่อบริษัทนวัตกรรมใหม่ๆ ของไทยไม่เลือกเติบโตในบ้านเกิด สะท้อนรอยร้าวของตลาดทุนไทยที่นับวันอาจจะตามโลกไม่ทัน 






ในแวดวงการเงินและเทคโนโลยีของไทย การประกาศของ “บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด” หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจคริปโตเคอเรนซีระดับประเทศ เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยล้มเลิกแผนการระดมทุนในไทย หลังประกาศมาตลอดว่า จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยประมาณปลายปี 2568 ถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา

นั่นเพราะ Bitkub (บิทคับ) ถือเป็นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศ แต่เมื่อแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่เคยวางไว้ได้ถูก "พับเก็บ" และแทนที่ด้วยเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม ด้วยการมุ่งหน้าสู่ ตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX) ทำให้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย นั่นเพราะ นี่คือตลาดทุนระดับสากลที่เป็นประตูบานใหญ่สู่เงินทุนมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลก

ทำให้การขยับตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุน ทั้งในแง่ของความสำเร็จของตัวบริษัทเอง และในแง่ของ "สัญญาณเตือน" ที่ส่งตรงถึงตลาดทุนไทย


 เดิมพันใหญ่ระดมทุน200ล้านเหรียญ



“จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Bitkub ได้แสดงทัศนะอย่างชัดเจนในหลายเวที รวมถึงที่ World Economic Forum ว่าเป้าหมายของ Bitkub ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นผู้นำในไทย แต่คือการเป็น "สะพานเชื่อม" (Bridge) ระหว่างโลกการเงินยุคเก่าและยุคใหม่ในระดับภูมิภาค

นั่นทำให้ Bitkub ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท หรือ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หากทำในประเทศไทยภายใต้สภาวะตลาดปัจจุบัน อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน การนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นฮ่องกง เปรียบเหมือนการก้าวสู่สถานะ Global Fintech

 เนื่องจาก การจดทะเบียนในฮ่องกง เหรียบเสมือนประทับตรา "มาตรฐานสากล" (International Standard) ที่จะช่วยให้การขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ทำได้ง่ายขึ้น ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือจากพันธมิตรระดับโลก รวมถึงการเข้าถึงฐานนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมกองทุนยักษ์ใหญ่ (Global Funds) ที่มีความเข้าใจในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและกล้าให้ค่าตัว (Valuation) ที่สูงกว่า 

 ส่องผลประกอบการ

สำหรับผลประกอบการย้อนหลังของ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online) ปี2567 บริษัทมีรายได้รวม 1,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีกำไรสุทธิ 970 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 207% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ปี 2566 มีรายได้ 1,153 ล้านบาท กำไรสุทธิ 163 ล้านบาท ลดลงอย่างมากจากปี 2565 ซึ่งมีรายได้ 2,847 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 342 ล้านบาท แต่ปี 2564 คือปีที่บริษัทมีผลประกอบการโดดเด่นที่สุด โดยมีรายได้ 5,510 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,545 ล้านบาท

ภาพรวมเนื่องจาก ปี 2567 เป็นปีที่ผลประกอบการกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง (กำไรโต 207%) สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดคริปโทฯ ทั่วโลกและการพุ่งขึ้นของราคา Bitcoin ทำให้นักลงทุนกลับมาคึกคัก ขณะที่ปี 2566 เป็นปีที่ท้าทายที่สุด รายได้และกำไรลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เนื่องจากตลาดอยู่ในภาวะ "ตลาดหมี" (Bear Market) อย่างเต็มตัว แม้ในช่วงแรกคาดว่าจะขาดทุน แต่สามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ในไตรมาส 4




 ส่วนปี 2565 รายได้เริ่มลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง และกำไรวูบลงกว่า 87% เนื่องจากการล่มสลายของระบบนิเวศคริปโทฯ หลายแห่ง (เช่น LUNA/FTX) ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง และปี 2564 เป็นปีที่มียอดซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างสถิติกำไรกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสคริปโทฯ บูมที่สุดในไทย 

แสดงให้เห็นว่า รายได้ของ Bitkub แทบทั้งหมดมาจาก Trading Fee ดังนั้นผลประกอบการจึง "แกว่ง" ตามราคาเหรียญที่ได้รับความนิยมและมีการซื้อขาย




ทำไมต้องตลาดหุ้นฮ่องกง

ส่วนเหตุผลที่ Bitkub เลือกตลาดหุ้นฮ่องกง หนีไม่พ้น สภาพคล่อง (Liquidity) ด้วยฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนสูงกว่าไทยมาก ซึ่งจำเป็นสำหรับการระดมทุนระดับ 6,500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ฮ่องกงมีการวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนและเป็นสากล (Sandbox และ Stablecoin licensing) ทำให้บริษัทเทคโนโลยีเติบโตได้ง่ายกว่า เรียกได้ว่า “เปิดกว้างได้มากกว่า”

ขณะที่ผู้บริหาร Bitkub มองว่าจุดแข็งของบริษัท อยู่ในอาเซียน ดังนั้นการจดทะเบียนในฮ่องกงจึงเป็นการ "เชื่อมต่อตลาดใกล้บ้าน" ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการไปนิวยอร์ก ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้น ในปี 2568-2569 ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่แย่ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการกำหนดราคาหุ้น IPO ของบริษัท ดังนั้นการออกไปจดทะเบียนต่างประเทศคือการพิสูจน์ว่า Bitkub มีมาตรฐาน "ระดับโลก" และเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งพอที่นักลงทุนต่างชาติจะยอมรับ

 มุมมมองจากเซียนคริปโต



ขณะที่นักลงทุนมีมุมมองต่อการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงของ Bitkub ว่า คือการยกระดับมาตรฐาน (Upgrade) ของบริษัท อีกทั้งด้วยฮ่องกงมีกฎระเบียบ (Regulation) สำหรับคริปโตที่เข้มงวดและเป็นสากล ดังนั้นหาก Bitkub ผ่านเกณฑ์การจดทะเบียนได้ จะเป็นการพิสูจน์ว่าระบบภายในและการจัดการทรัพย์สินลูกค้ามีมาตรฐานระดับโลก ไม่ใช่แค่ "เว็บเทรดเบอร์หนึ่งในไทย" แต่คือ "ผู้เล่นระดับเอเชีย"

ไม่เพียงเท่านี้ นักลงทุนบางส่วนหวังว่าความสำเร็จจากการ IPO จะส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์แบรนด์ และอาจส่งผลทางอ้อมต่อความเชื่อมั่นในเหรียญ KUB (KUB Coin) ในฐานะ Utility Token ของระบบนิเวศที่มีบริษัทจดทะเบียนระดับอินเตอร์รองรับ โดยเฉพาะการราคาของเหรียญที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น

ส่วนอีกมุมมองนั้น นักลงทุนกลุ่มที่เน้นวิเคราะห์พื้นฐานเศรษฐกิจและตลาดทุน เชื่อว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายและกังวล เนื่องจากนักลงทุนหุ้นชาวไทยจำนวนมากที่เฝ้ารอจะจองซื้อหุ้น IPO ของ Bitkub รู้สึกเสียดายที่เข้าถึงได้ยากขึ้น (เพราะต้องไปซื้อผ่านกระดานต่างประเทศแทน) และมองว่าตลาดหุ้นไทยเสีย "ช้างเผือก" หรือบริษัท New Economy ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงไป

ขณะเดียวกัน มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า  สภาพคล่องในไทยต่ำและกฎระเบียบอาจไม่เอื้อต่อบริษัทเทคโนโลยี จนทำให้บริษัทสัญชาติไทยเองยังต้อง "หนี" ไปหาบ้านใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดทุนไทยอาจกำลังล้าหลังในสายตาบริษัทนวัตกรรม และสั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกลายเป็นโจทย์ท้าทายทั้ง ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ไทยว่า... เราจะทำอย่างไรให้บริษัทไทยอยากโตในเมืองไทย? 

 ย้อนรอยราคาเหรียญ

สำหรับราคาเหรียญ Bitkub Coin (KUB) ล่าสุด (25 ม.ค.69) มีความเคลื่อนไหวที่ประมาณ 39 บาทต่อเหรียญ ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 42-43 บาท เมื่อวันที่ 10-12 ม.ค. 69 และยังห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) ที่เคยทำไว้ในปี 2564 ที่ประมาณ 580 บาท อยู่ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันราคาเหรียญยังห่างจากช่วงมกราคม 2567 อยู่ในช่วงประมาณ 60 - 75 บาท ซึ่งช่วงนั้นได้รับอานิสงส์จากกระแส Bitcoin Halving ที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ราคาเหรียญจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ กำไรของบริษัท (Bitkub Online) ในปี 2567 กลับโตขึ้นถึง 207% ซึ่งสะท้อนว่า "ราคาเหรียญ" กับ "ผลประกอบการบริษัท" ไม่ได้วิ่งไปในทางเดียวกันเสมอไป
ขณะเดียวกัน หากเทียบกับช่วงที่มีข่าว SCBX (ไทยพาณิชย์) จะเข้าซื้อหุ้น 51% ใน Bitkub Online (ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564) ซึ่งถือเป็นช่วง "จุดสูงสุดของกระแสคริปโทฯ ในไทย" ความแตกต่างของราคาน่าตกใจมาก โดยในช่วงราคาช่วงข่าว SCBX หลังจากประกาศดีล ราคาเหรียญ KUB พุ่งทะยานจากประมาณ 30 บาท ไปแตะระดับสูงสุดที่ 580 บาท (All-Time High) ภายในเวลาไม่นาน และปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศยุติดีลดังกล่าว


 ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share)

Bitkub ยังคงครองตำแหน่ง อันดับ 1 ในประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในกลุ่มผู้ประกอบการไทยมากกว่า 70-80% แม้จะมีคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Binance TH หรือ Orbix เข้ามาแข่งขัน แต่ฐานผู้ใช้งานเดิมและความคุ้นเคยในแบรนด์ยังทำให้ Bitkub รักษาความเป็นผู้นำไว้ได้






 มุมมองของนักลงทุนต่างประเทศ

ขณะที่มุมมองของ  นักลงทุนต่างประเทศ ต่อการที่ Bitkub จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX) ในปี 2569 นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจคือ นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มสถาบัน (Institutional Investors) มองว่าการที่ Bitkub เลือกฮ่องกงเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะฮ่องกงได้วางโครงสร้างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลไว้อย่างเข้มข้น (SFC Regulatory Roadmap)  

นอกจากนี้การจะจดทะเบียนใน HKEX ได้ บริษัทต้องผ่านการตรวจสอบ (Due Diligence) ที่เข้มงวดกว่าตลาดหุ้นไทยมาก หาก Bitkub ทำสำเร็จ นักลงทุนต่างชาติจะมองว่าเป็นบริษัทที่มี "คุณภาพ" และมีระบบกำกับดูแลภายใน (Compliance) ที่น่าเชื่อถือระดับโลก รวมถึงนักลงทุนมองว่าฮ่องกงกำลังกลายเป็น "ศูนย์กลางคริปโตของเอเชีย" ที่ปลอดภัยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค เพราะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน

 ส่วนตลาดหุ้นไทย (SET) ในปี 2568-2569 นักลงทุนต่างประเทศคาดว่ามีสภาพคล่องต่ำและผลงานแย่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (Underperformer) ดังนั้นการที่ Bitkub ย้ายไปฮ่องกงทำให้นักลงทุนต่างชาติให้ Valuation หรือราคาหุ้นที่สูงกว่าได้ เพราะในฮ่องกงมีฐานนักลงทุนที่เข้าใจธุรกิจ "Specialist Technology" มากกว่า 

เนื่องจากนักลงทุนมองว่า Bitkub เป็น "ผู้นำตลาดในไทย" ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูง (Market Leader) การไประดมทุนในฮ่องกงคือจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจออกนอกไทย (Regional Expansion) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติชอบมากกว่าการเป็นแค่แชมป์ในประเทศ อีกทั้งนักลงทุนระดับโลกสามารถเข้าถึงหุ้น Bitkub ได้ง่ายกว่าผ่านกระดานฮ่องกง ซึ่งเป็น "Superconnector" เชื่อมต่อเงินทุนจากทั่วโลก รวมถึงเงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ (Southbound Link) ในอนาคต
ทำให้มีการประเมินว่าการ IPO ครั้งนี้อาจดึงดูดเงินทุนได้ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากกองทุนต่างชาติที่ไม่ต้องการแบกความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นไทย

และอีกข้อมูลที่น่าสนใจ สำหรับตลาดหุ้นฮ่องกง คือ ในปี 2568 ตลาดหุ้นฮ่องกงมียอดระดมทุน IPO พุ่งสูงขึ้นกว่า 209% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนต่างชาติใช้เปรียบเทียบความน่าสนใจอย่างชัดเจนครับ


 มุมมองจากBloomberg

นักวิเคราะห์ในกลุ่มนี้มองว่า *** การตัดสินใจของ Bitkub เป็น "กลยุทธ์หนีตายจากตลาดที่ซบเซา (Strategic Pivot)" โดยระบุว่าตลาดหุ้นไทย (SET) ในปี 2568-2569 ประสบปัญหาอย่างหนัก ทั้งในด้านผลตอบแทนของหุ้น IPO ที่ลดลงเฉลี่ยกว่า 12% และดัชนีภาพรวมที่ดิ่งลงจนติดอันดับกลุ่มที่แย่ที่สุด ดังนั้นหาก Bitkub ฝืนจดทะเบียนในไทย มูลค่าบริษัท (Valuation) อาจถูกกดทับด้วยสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้การระดมทุน 200 ล้านดอลลาร์เป็นเรื่องที่ท้าทายเกินไป **

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าฮ่องกงกำลังกลายเป็น "Crypto Hub ของเอเชีย" อย่างแท้จริง การที่ Bitkub เข้าไปร่วมในกระดาน HKEX จะช่วยดึงดูดนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ไม่สามารถเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้สะดวกนัก และจะช่วยเสริมสถานะความเชื่อถือ (Credibility) ของ Bitkub ในระดับสากลได้ดีกว่าการเป็นเพียงผู้นำในตลาดท้องถิ่น
ขณะที่มุมมองจากกลุ่มนักวิเคราะห์สายเทคโนโลยีและฟินเทค (Financial Magnates & Cointelegraph) มองว่าความสำเร็จของ Bitkub ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การเข้าตลาดหุ้น แต่ขึ้นอยู่กับ "จังหวะเวลาและความยั่งยืนของกำไร (Sustainability)" แม้ Bitkub จะทำกำไรได้ดีมากในปี 2567 (เติบโตกว่า 200%) แต่นักลงทุนต่างชาติในฮ่องกงมีความคาดหวังที่สูงกว่านักลงทุนไทย พวกเขาต้องการเห็นว่า Bitkub จะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้อย่างไรท่ามกลางการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Binance TH (ที่มี Gulf เป็นพันธมิตร)

 มุมมองจากแวดวงตลาดทุน

ส่วนมุมมองจาก ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต่อกรณีที่ Bitkub เลือกไปจดทะเบียนที่ฮ่องกงนั้น มีความน่าสนใจเพราะเป็นการยอมรับความจริงที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยยอมรับว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะ "Bearish" (ซบเซา) สำหรับหุ้น IPO ทำให้บริษัทที่ต้องการระดมทุนในมูลค่าสูงมีทางเลือกมากขึ้น โดยในอดีต บริษัทต่างๆ อาจยอม "รอ" ให้ตลาดไทยฟื้นตัว แต่ในปัจจุบัน (ปี 2568-2569) บริษัทมีทางเลือกในการไปตลาดต่างประเทศที่ "มีประสิทธิภาพและสะดวกกว่า" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ

โดยทางฝั่ง  ตลาดหลักทรัพย์และกลุ่มวาณิชธนกิจ (IB) ในไทย มองว่าเหตุการณ์ที่ Bitkub หรือบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เบนเข็มไปต่างประเทศคือ "สัญญาณเตือนภัย" และตลาดหลักทรัพย์ไทยถูกมองว่าต้องเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพื่อดึงดูดบริษัทสาย "New Economy" ให้อยู่กับกระดานไทยต่อไป มิฉะนั้นบริษัทที่เป็น "ช้างเผือก" จะเลือกไปจดทะเบียนในตลาดที่มีสภาพคล่องและมูลค่า (Valuation) ที่จูงใจมากกว่า เช่น ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ 

ขณะเดียวกันผู้บริหารบางส่วนยังให้ความเห็นเชิงวิชาการว่า การที่บริษัทเทคโนโลยีหรือคริปโตจะจดทะเบียนในไทย ยังมีโจทย์เรื่อง Regulatory Compliance (การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์) ที่ต้องทำให้ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นที่ ก.ล.ต. เคยให้แก้ไข หากบริษัทสามารถไปจดทะเบียนในฮ่องกงได้ ซึ่งมีมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดระดับโลก ก็จะเป็นการพิสูจน์มาตรฐานของบริษัทนั้นๆ ไปในตัว ซึ่งตลาดไทยเองก็ต้องกลับมาดูว่ากฎเกณฑ์ของเรา "เอื้อ" หรือ "เป็นอุปสรรค" ต่อธุรกิจยุคใหม่มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดต้นปี 2569 ปรากฏการณ์บริษัทไทยมองหาลู่ทางจดทะเบียนในต่างประเทศเริ่มชัดเจนขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าบริษัทในกลุ่ม "New Economy" และกลุ่มธุรกิจที่มีฐานลูกค้าในต่างประเทศจะพาเหรดกันออกไปสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นในตลาดโลก เช่น IFBH (ผู้ผลิตน้ำมะพร้าว) ล่าสุดได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX) ไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งประสบความสำเร็จในการเข้าถึงนักลงทุนที่ชื่นชอบกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียม

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า บริษัทลูกของกลุ่ม ปตท. (PTT) และกลุ่มบ้านปู (Banpu) มีแนวโน้มจะส่งบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ (เช่น ธุรกิจพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ หรือออสเตรเลีย) เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นท้องถิ่นนั้นๆ โดยตรง เพื่อระดมทุนในสกุลเงินดอลลาร์และลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 นี่คือสิ่งที่น่ากังวล หากเกิด "Brain Drain" ในภาคธุรกิจ เมื่อบริษัทนวัตกรรมใหม่ๆ ของคนไทยไม่เลือกเติบโตในบ้านเกิด แต่กลับส่งผลประโยชน์และภาษีไปให้ตลาดทุนต่างชาติแทน สะท้อนว่าโครงสร้างตลาดทุนไทยยังไม่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจยุคใหม่ (New Engine) เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 

ดังนั้น   กรณีของ Bitkub ที่เบนเข็มสู่ฮ่องกงในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จของบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่จะก้าวสู่เวทีสากล แต่มันคือ 'กระจกบานใหญ่' ที่สะท้อนให้เห็นรอยร้าวของตลาดทุนไทยที่นับวันอาจจะตามหลังโลกไม่ทัน หากผู้กำกับดูแลและรัฐบาลไทยยังไม่สามารถสร้าง 'รันเวย์' ที่ดึงดูดใจพอให้ธุรกิจ New Economy เติบโตได้ในบ้านเกิด เราอาจจะต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า... ยูนิคอร์นตัวต่อๆ ไปของไทย ก็อาจจะเป็นเพียง 'แขกรับเชิญ' ในประเทศตัวเอง แต่ไปเป็น 'ดารานำ' ในบ้านคนอื่น"


กำลังโหลดความคิดเห็น