xs
xsm
sm
md
lg

CIMBคาดจีดีพีโต1.7%-ห่วงบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก-หมดรอบดอกเบี้ยขาลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




ซีไอเอ็มบี ไทยฉายภาพเศรษฐกิจ-การลงทุนปี 2569 มองจีดีพีโต 1.7% ครึ่งปีแรกโตต่ำ-ผันผวน ขยับดีขึ้นในครึ่งปีหลังหากจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ห่วงบาทแข็งกระทบส่งออก คาดหมดรอบดอกเบี้ยขาลงกนง.คงดอกเบี้ยตลอดปี จับตาสงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ
พร้อมประกาศจุดยืนธุรกิจ Wealth นำพาลูกค้าได้ ‘Better Seat’ ผลตอบแทนดีกว่า ด้วยแนวคิด Safer Pocket จัดพอร์ตโดนัทเน้นกระจายความเสี่ยง-รับทุกสภาวะตลาด

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย(CIMBT)
กล่าวว่า ธนาคารคาดการณ์จีดีพีปีนี้เติบโตที่ 1.7% จากปีนี้ 68 ที่ 2.1% โดยมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิคครึ่งปีแรก เพราะกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง การส่งออกครึ่งแรกยังไม่ดูค่อยดี ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ พอหมดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง โดยปีนี้มองจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 34 ล้านคน จากปีก่อน 33 ล้านคน ซึ่งทางการควรมีแนวทางส่งเสริมเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง อาทิ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่าครึ่งหลังของปี หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ คาดหวังให้มีการฟอร์มรัฐบาลใหม่แบบไร้อุปสรรค เร่งจัดทำงบประมาณเพื่ออัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบ เรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน กระตุ้นกำลังใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทอยากให้กลับมาอ่อนค่าเพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลง ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

นายอมรเทพกล่าวอีกว่า ในปีนี้เราค่อนข้างเป็นห่วงในเรื่องของการบริโภคระดับล่างที่จะชะลอตัวมาก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะกระทบกับการส่งออก ไปจนถึงภาคการผลิต-การเกษตรได้ แต่การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่คำตอบสำหรับเรื่องนี้ ดังนั้น จึงมองการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะจบที่ 1.25%นี้ เนื่องจากการส่งต่อของนโยบายจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในการส่งต่อไปถึงภาคเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงนั้นเรามองว่าเศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว ดังนั้น หากจะมีการปรับลดดอกเบี้ยก็ไม่ใช่เรื่องของค่าเงินบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแก้หนี้ครัวเรือน แต่เป็นเรื่องของการลดภาระมากกว่า ขณะที่เงินบาทประเมินที่ 32-33 บาทในสิ้นปี ซึ่งนับเป็นระดับที่ไม่ทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ กรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผันผวนจากนโยบายที่ไม่แน่นอน ซึ่งเรามองว่าสหรัฐฯจะทำสงคราม 3 มิติ คือไม่เพียงแต่จะทำสงครามการค้าซึ่งปีนี้ต้องจับตาต่อเนื่อง ยังจะมีสงครามค่าเงินโดยสหรัฐฯต้องการให้เงินดอลลาี์อ่อนค่าทำให้เงินบาทกลับมาเป็นเหยื่อสงครามค่าเงินอีกรอบ และสงครามเงินทุนผ่านผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร และที่สำคัญคือสงครามจิตวิทยาความไม่แน่นอนในนโยบายที่ทำให้เกิดความผันผวนมาก ดังนั้น จึงต้องใช้การพิจารณาให้ดี

นายอมรเทพกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยหากจะมองกรณีเลวร้ายซึ่งก็อยู่ในเงื่อนไข อาทิ กรณี AI ช็อค ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการลงทุนทั่วโลก ,กรณีสงครามการค้าไม่จบและรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะกรณีสหรัฐฯกับจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุน แรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคไหน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะให้จีดีพีติดลบได้ แต่ก็จะเป็นในระยะสั้นเท่านั้นเพราะเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรางการคลังยังมีมาตรการต่างๆที่จะดูแลได้

**เปิดแนวคิด‘Safer Pocket’ช่วยนักลงทุนรับมือความผันผวน**
นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความผันผวนที่รุนแรงขึ้นดังกล่าว ส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงด้านการลงทุนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น ในปีนี้ธนาคารจึงประกาศจุดยืนของการเป็น ‘Safer Pocket’ หรือที่พักเงินสำหรับส่วนที่ลูกค้าต้องการความมั่นคง โดยมุ่งไปสู่การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการความมั่นคง ลดความผันผวน แต่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว ผ่านการจัดพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความเสี่ยงของตลาด และบริหารพอร์ตอย่างมีวินัย พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

"Safer Pocket ไม่ได้หมายถึงการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง แต่คือการจัดพอร์ตให้สมดุล เหมาะกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า และมุ่งลดความผันผวนในระยะยาว เราไม่ไล่ผลตอบแทนหวือหวา หรือผลักดันกองเด่นแบบเฉพาะกิจ (Thematic Push) แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน"

สำหรับโซลูชันการลงทุน ที่ CIMB THAI จัดมาให้ครอบคลุมทุกมิติของ Safer Pocket ประกอบด้วย
ตราสารหนี้ – CIMB THAI เป็นที่หนึ่ง ‘หุ้นกู้’ จากการคัดสรรหุ้นกู้คุณภาพดี ราคาดี ให้ลูกค้าซื้อง่ายขายคล่องได้ทุกวัน บนแอป CIMB THAI และครองส่วนแบ่งตลาดมูลค่าการค้าตราสารหนี้และมูลค่าซื้อขายหุ้นกู้ พร้อมรางวัลตราสารหนี้ยอดเยี่ยมหลายปีซ้อน สิ่งใหม่ปีนี้ CIMB THAI ยกระดับบทบาทผู้นำตลาดหุ้นกู้ สู่การสร้าง Ecosystem ของนักลงทุนหุ้นกู้ ภายใต้ชื่อ ‘CIMB we BOND’ คลับเอ็กซ์คลูซีฟที่เชื่อมโยงนักลงทุนหุ้นกู้คุณภาพเข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษตลอดทั้งปี

กองทุนรวม – ‘CIMB Donut’ เป็นการช่วยลูกค้าจัด Asset allocation อย่างสมบูรณ์แบบ โดยทีม Wealth Research & Advisory ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน จัดพอร์ตกองทุนรวมให้ลูกค้า โดยกองทุน Best-in-Class และกระจายน้ำหนักการลงทุนตามสภาวะตลาดอย่างเหมาะสม ออกมาเป็น 1 พอร์ตเปรียบเหมือนโดนัท 1 ชิ้น มีโดนัทให้เลือก 3 รส เป็นการช่วยลูกค้าจัด asset allocation ตามความเสี่ยงที่ต้องการอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าลงทุน โดยไม่ต้องเสียเวลาติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์แต่มีผู้เชี่ยวชาญทำให้

การลงทุนต่างประเทศ (Offshore Investment) – เชื่อมต่อโอกาสการลงทุนระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค ลูกค้า CIMB THAI สามารถเปิดบัญชีเพื่อลงทุนในประเทศสิงคโปร์ได้ ผ่าน CIMB Singapore (CIMB SG) เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ที่หลากหลาย ทั้งกองทุนรวมต่างประเทศ, หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก ผ่านแพลตฟอร์มการลงทุนของสิงคโปร์ โดยได้รับคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ CIMB ทั้งสองประเทศ

ประกันชีวิต (Bancassurance) - ประกันชีวิตเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ธนาคารจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ทั้งการออม การคุ้มครอง และการส่งต่อมรดก เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถวางแผนชีวิตและอนาคตได้อย่างมั่นคง
กำลังโหลดความคิดเห็น