“แสนสิริ” เข้าสู่หมวดรุกตลาดอสังหาฯ กางแผนปี69 ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 51,000 ลบ. ยอดขาย 48,000 ลบ. ยอดโอน 39,000 ลบ. เน้นเปิดโครงการในกลุ่ม Medium และ Premium ลดสัดส่วน Affordable ขยายในพื้นที่กทม.และหัวเมืองท่องเที่ยว ภูเก็ต พร้อมผนึกพันธมิตรเดินหน้าโปรเจกต์ร่วมทุนต่อ วางเป้าหมายยอดขายพอร์ตต่างชาติสูงขึ้นแตะ 7,900 ล้านบาท เผยแม้ลูกค้าจีนอยู่ในภาวะปรับตัวลง แต่ได้รับอานิสงส์ ลูกค้ากลุ่มอื่น เช่น รัสเซีย ญี่ปุ่น และ กลุ่ม CLMV ชดเชยเพิ่มขึ้น ลั่นไม่เกิน 5 ปี สัดส่วนธุรกิจรายได้ประจำเพิ่มขึ้นสูงถึง 25% ของรายได้รวม หรือไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมตั้งกองทุนวงเงิน 1,000 ลบ.ลงทุนในธุรกิจใหม่
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวถึงภาพรวมตลาด
อสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่า กำลังยืนอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ จากความท้าทายและปัจจัยลบรอบด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของกำลังซื้อที่หายออกไปจากระบบ ทั้งจากชาวไทยที่ประสบปัญหาในเรื่องของหนี้ครัว เรือนสะสม จนส่งผลต่อการเพิ่มสูงขึ้นของยอดปฎิเสธสินเชื่อของธนาคาร และชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีดีมานด์ในส่วนของการย้ายถิ่นฐาน มาที่กรุงเทพฯเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
แม้ในรอบปีที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์เกือบทุกรายจะชะลอการเปิดโครงการใหม่เพื่อสร้างสมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์ เช่นเดียวกับการปรับฐานราคา และกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการให้เข้ากับกำลังซื้อที่มีอยู่มากขึ้น ด้วยการหันไปเน้นการระบายสต็อกสร้างเสร็จเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ได้มากที่สุด แต่ก็ก็อาจจะกระทบกับผลการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้เช่นกัน เพราะการขาดมาตรการสำคัญในการกระตุ้นตลาดจากฟากรัฐบาลไปนานๆ ก็อาจจะส่งผลให้ตลาดซึมยาว และเกิดการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน โดยมีการฟื้นตัวอย่างจำกัดเฉพาะในกลุ่มดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำ ที่มีทรัพยากรพร้อมในพัฒนาโครงการตอบโจทย์กำลังซื้อเฉพาะทางได้
สำหรับธุรกิจปี 2569 วางเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (โครงการที่จะเปิดขายในปีนี้มีที่ดินครบหมดแล้ว)
ในส่วนของธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ในขณะที่แนวสูง (คอนโดมิเนียม) ฟื้นตัวต่อเนื่อง รุกหนัก 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่
“ทุกโครงการที่จะเปิดในปี 69 มีที่ดินรองรับพร้อมทั้งหมด และเราได้วางแผนตั้งงบ 2,000-3,000 ล้านบาท จัดหาและลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ เข้าพอร์ตรองรับแผนธุรกิจไปอีก 2-3 ปี เช่น ที่ดินพัฒนาคอนโดฯ ซึ่งเรามีความแข็งแกร่งทางด้านเงิน แม้ว่าปีนี้จะมีหุ้นกู้ครบดีลประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่เราก็มีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ 12,000 ล้านบาท และยังมีสถาบันการเงินพร้อมหนุนสินเชื่อพัฒนาโครงการเต็ม ต่อให้เราไม่ออกหุ้นกู้ครบดีลก็ตาม”นายอุทัย กล่าว
ในส่วนของยอดขายจากลูกค้าต่างชาตินั้น แม้กลุ่มลูกค้าหลัก คือ ลูกค้าจีนจะมีสัดส่วนลดลงจาก 67% เหลือ 56% นั้น แต่ทางแสนสิริได้ปรับกลยุทธ์ขยายลูกค้าอื่นเพิ่มขึ้นมาทดแทน เช่น รัสเซีย (เพิ่มเป็น 5%) ญี่ปุ่น (เพิ่มเป็น 6% ) และกลุ่ม CLMV (เพิ่มเป็น 12%) รวมถึงพม่าและอินเดีย เป็นต้น
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวขยายภาพของการเปิดโครงการใหม่ว่า ในส่วนของธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ ส่งดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ (นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ) และบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ), พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่
และเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง พร้อมไฮไลต์ ด้วยการเปิดพรีเซลนาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้.
ในขณะที่แนวสูง (คอนโดมิเนียม) ฟื้นตัวต่อเนื่อง รุกหนัก 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรกเจริญนครร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท
พร้อมเดินหน้า Strategic Location ในภูเก็ตด้วยโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพหาดสุรินทร์ และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT
นอกจากนี้ ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซกเมนต์ลักชัวรี ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล และเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Pets-Welcome ที่จะเพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ที่เน้นสุขภาพกายและใจ และมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ
สำหรับกลยุทธ์พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวนในปี 2569 ด้วยรากฐานมั่นคงด้วย 4 กลยุทธ์หลัก คือ
1. รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) ปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในนี้ในสัดส่วนที่สูงถึง 80%
2. ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งของแสนสิริในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย
3. ปั้น New S-Curve ใหม่ อาทิ ธุรกิจรับสร้างบ้านที่วางเป้าปีนี้ เติบโตเท่าตัวจากยอดขาย 250 ล้านบาท แตะระดับ 500 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปีหรือมีรายได้ประจำสู่ระดับ 10,000 ล้านบาท
4. ขยายการร่วมทุน เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน
ปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 11,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
นายอุทัยกล่าวเสริม ผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา แสนสิริ สามารถทำยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาท ยอดโอนฯ 36,700 ล้านบาท Sold Out รวม 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท และครองแชมป์กำไรสูงสุดในงวด 9 เดือนอยู่ที่ 3,029 ล้านบาท รวมถึงการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield ในระดับสูง (ราว 10%), มีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท.


