บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) ประกาศอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ทั้ง 3 ชุด ดังนี้: หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.02% ต่อปี, หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.68% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 8 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.95% ต่อปี เป็นหุ้นกู้ระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “A” แนวโน้ม “คงที่” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ CPF ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมระดับโลกที่มีความมั่นคงและศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หุ้นกู้ CPF คาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 20 - 22 มกราคม พ.ศ. 2569 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนทั่วไป โดยมูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 10,000 บาท สำหรับลูกค้าสถาบัน และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 11 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารยูโอบี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) รวมถึงช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet
ด้านผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ กล่าวว่า มั่นใจหุ้นกู้ CPF จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทุน เนื่องจาก CPF เป็นบริษัทที่ผู้ลงทุนคุ้นเคยในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจร มีฐานการผลิตและเครือข่ายการจำหน่ายทั่วโลก การลงทุนครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ แต่ยังมาพร้อมกับผลตอบแทนที่เหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการความมั่นคงในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง
อนึ่ง CPF ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และอาหารสำเร็จรูป ปัจจุบันมีฐานการผลิตใน 17 ประเทศ และมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมยึดแนวคิด “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” (Sustainovation) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2568 CPF มีรายได้จากการขายจำนวน 430,335 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 24,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืนในธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสำหรับผู้คนทั่วโลก


