นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(14ม.ค.69)ที่ระดับ 31.54 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.47 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.65 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.38-31.55 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากที่ย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมที่ออกมา +2.7%y/y ตามคาด (ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อยู่ที่ระดับ +2.6%y/y ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย) โดยเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Alberto Musalem ที่ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดีและมีแนวโน้มขยายตัวได้เกินระดับศักยภาพ ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นที่เฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลว่า นายกฯ Sanae Takaichi อาจประกาศยุบสภาในเร็วนี้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากทั้งการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางสถานการณ์การประท้วงในอิหร่านที่ยังมีความรุนแรงอยู่ รวมถึงจังหวะการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็เริ่มจำกัดลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ออกมาบ้าง โดยเฉพาะแถวโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports and Imports) ของจีน ในเดือนธันวาคม
นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นว่า ศาลสูงสุด (Supreme Court) จะมีคำตัดสินในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ในวันที่ 14 มกราคม นี้ เลยหรือไม่ อีกทั้งรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ สถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Wells Fargo, Citi และ Bank of America เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะคอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น จนล่าสุด เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ โดยเรามองว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน เพื่อรอลุ้น และจับตาปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้พอสมควร อย่าง คำตัดสินของศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ที่อาจรู้ผลเร็วสุดในวันพุธที่ 14 มกราคม นี้
โดยเราประเมินว่า หากศาลสูงสุดตัดสินตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ก็อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตลาดคาดหวังไว้พอสมควรแล้ว (ตลาดพนันให้โอกาสราว 75%) ทว่าประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ การพิจารณาของศาลว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บมาแล้วราว 1.5 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไร (เต็มจำนวนหรือไม่ และต้องจ่ายคืนภายในระยะเวลาเท่าไหร่) ซึ่งหากศาลตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินดังกล่าวเต็มจำนวน (หรืออย่างน้อยต้องเกิน 75%) และต้องคืนภายใน 1 ปี หรือในระยะเวลาน้อยกว่านั้น ก็อาจทำให้ ตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะสั้น กดดันให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ได้ โดยภายใต้ภาวะดังกล่าว อาจส่งผลดีต่อราคาทองคำ และอาจหนุนให้เงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบหรือทะลุโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
ในทางกลับกัน หากศาลตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ตามคาด แต่ไม่ได้ให้ความชัดเจนของการจ่ายคืนเงินภาษี หรือ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องคืนเงินภาษี หรืออาจคืนน้อย แต่ใช้เวลาคืนภาษีที่นานเกิน 1 ปี (อาจไม่มีความชัดเจนของระยะเวลาในการคืนเงินได้) ก็อาจไม่ได้สร้างความกังวลในประเด็นเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ มากนัก ทำให้เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงบ้าง ส่วนราคาทองคำก็อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับเงินบาทที่ไม่น่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นจนทะลุโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้
และหากศาลตัดสิน “ไม่ยกเลิก” มาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ก็อาจเป็นเรื่องที่สวนทางคาดการณ์ของตลาดพอสมควร ก็อาจเป็นปัจจัยที่หนุนให้เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง พร้อมกดดันบรรดาสกุลเงินอื่นๆ โดยเฉพาะสกุลเงินฝั่งเอเชียที่จะยังคงเผชิญมาตรการภาษีนำเข้ากดดันแนวโน้มเศรษฐกิจต่อ โดยเงินบาทก็มีโอกาสอ่อนค่าลงต่อ โดยจะมีโซนแนวต้าน 31.75 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านที่ต้องจับตาใกล้ชิด


