xs
xsm
sm
md
lg

อินเดียคุมเข้มคริปโต สั่งรื้อ KYC สแกนหน้า ล้างบางบัญชีม้า เก็บภาษีโหด 30%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทางการอินเดียประกาศทำสงครามล้างบางบัญชีม้าและอาชญากรรมไซเบอร์เต็มรูปแบบ! หน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ออกคำสั่งด่วนรื้อระบบยืนยันตัวตน (KYC) บนแพลตฟอร์มคริปโตฯ ใหม่ยกแผง กำหนดเงื่อนไขสุดหินต้องสแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ (Live Selfie) เพื่อจับพิรุธ AI Deepfake พร้อมบังคับส่งพิกัด GPS และตรวจสอบบัญชีธนาคารละเอียดยิบ ด้านกรมสรรพากรอินเดียเดินหน้าชนในสภาฯ ชี้ชัดสินทรัพย์ดิจิทัลคือ ‘ภัยคุกคาม’ ต่อระบบจัดเก็บรายได้รัฐ ยืนกรานรีดภาษีโหด 30% ห้ามนำผลขาดทุนมาหักลบเด็ดขาด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะเทือนตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่มีฐานผู้ใช้งานใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อหน่วยงานข่าวกรองทางการเงินของอินเดีย (Financial Intelligence Unit - FIU) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) ได้งัดมาตรการขั้นเด็ดขาดออกมาบังคับใช้กับแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อยกระดับความเข้มงวดในการรับลูกค้าใหม่ (Onboarding)

กฎเหล็กเข้ม KYC ใหม่ สแกนสด-เช็กลายตาดำ-ตามรอย IP

ภายใต้ระเบียบใหม่นี้ กระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) แบบเดิมๆ จะกลายเป็นอดีต โดยผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด ได้แก่

1.Live Selfie สกัด Deepfake ด้วยการส่งรูปถ่ายบัตรประชาชนคู่กับใบหน้าแบบธรรมดาไม่เพียงพออีกต่อไป ระบบใหม่บังคับให้ผู้ใช้งานต้องถ่ายภาพใบหน้าแบบสดๆ (Live) โดยมีซอฟต์แวร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาและศีรษะ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยี AI หรือ Deepfake มาสวมรอยหลอกลวง

2.เข้าถึงพิกัดระบุตัวตน ซึ่งทางแพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูล Geolocation และ ที่อยู่ IP (IP Address) ของลูกค้า ณ เวลาที่ทำการเปิดบัญชี พร้อมประทับเวลา (Timestamp) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแกะรอยหากเกิดการกระทำผิด

3.เช็กสถานะการเงิน โดยจะต้องมีการยืนยันบัญชีธนาคารของผู้ใช้งาน ด้วยวิธีการโอนเงินจำนวนเล็กน้อยเข้าไปตรวจสอบ (Penny Drop Verification) เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นบัญชีที่มีตัวตนจริงและสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการฟอกเงิน

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังต้องส่งเอกสารยืนยันตัวตนที่ออกโดยรัฐบาลเพิ่มเติม รวมถึงต้องยืนยันอีเมลและเบอร์โทรศัพท์อย่างรัดกุมกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นการสร้างกำแพงป้องกันที่แน่นหนาที่สุดเท่าที่เคยมีมา


สรรพากรรีดภาษีเดือดคริปโตฯ คือ ‘หลุมดำ’ ทางภาษี

ในขณะที่ฝั่งความมั่นคงเร่งอุดรอยรั่ว ฝั่งการคลังอย่างกรมสรรพากรอินเดีย (Income Tax Department - ITD) ก็เปิดศึกในสภาฯ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่า คริปโทเคอร์เรนซีและเทคโนโลยีบล็อกเชนแบบไร้ศูนย์กลาง (Permissionless Blockchain) คือตัวบ่อนทำลายประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของประเทศ

เจ้าหน้าที่สรรพากรชี้ว่า แพลตฟอร์ม Decentralized Finance (DeFi) และกระเป๋าเงินนิรนาม (Anonymous Wallets) รวมถึงธุรกรรมข้ามพรมแดนที่ไร้ตัวกลาง ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินเป็นเรื่องยากลำบาก และกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการหลบเลี่ยงภาษีมหาศาล

กำแพงภาษี 30% เจ็บแต่ไม่จบ

ท่าทีที่แข็งกร้าวของสรรพากรอินเดีย สะท้อนผ่านกฎหมายภาษีที่โหดหินที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ฉบับปัจจุบัน อินเดียจัดเก็บภาษีจากกำไรการขายคริปโตฯ ในอัตรา Flat Rate ที่ 30%

แต่ที่ทำให้นักลงทุนกระอักเลือดคือกฎหมาย “ห้ามนำผลขาดทุนมาหักลบ” (No Loss Harvesting) หมายความว่า หากนักลงทุนเทรดเหรียญ A ได้กำไร ต้องจ่ายภาษีเต็มๆ 30% แต่หากเทรดเหรียญ B ขาดทุน จะไม่สามารถนำผลขาดทุนนั้นมาหักลบกลบหนี้เพื่อลดหย่อนภาษีได้เลย นี่คือมาตรการที่รัฐบาลอินเดียใช้เพื่อบีบให้ตลาดคริปโตฯ กลายเป็นพื้นที่ที่ “ทำกำไรยากที่สุด” และสะท้อนมุมมองของรัฐที่มองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเหมือน “สิ่งเสพติดทางการเงิน” มากกว่านวัตกรรม